พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี•ตอนที่ 50

รอยจูบชั่วนิรันดร์ (บทส่งท้าย)

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
ความตายไม่ได้งดงามอย่างที่กวีพร่ำพรรณนาหรอกค่ะ... มันมักจะมาพร้อมกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กของเลือด ความเย็นเฉียบที่กัดกินไขกระดูก และความเงียบงันที่น่าหวาดหวั่น แต่สำหรับเรนในยามนี้ ความตาย—หรือสิ่งที่อยู่เหนือความตายไปไกลโข—กลับเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจินตนาการได้ ปลายนิ้วเรียวยาวที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งลากผ่านรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณไหปลาร้าของเรน มันไม่ใช่ร่องรอยของการทำลายล้าง หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการครอบครอง เป็นเครื่องหมายการค้าประทับตราว่าวิญญาณและร่างกายนี้ได้ถูกจำจองไว้ด้วยคมเขี้ยวคู่สวยที่ฝังลึกลงไปในคราวนั้น... คราวที่พวกเขารอดพ้นจากเงื้อมมือของลูเซียนและเหล่านักล่าผู้โง่เขลา "เหม่ออะไรอยู่หรือคะ, คนดีของฉัน?" สุ้มเสียงนุ่มทุ้มราวกับเสียงกระซิบจากความมืดดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับเรือนร่างระหงในชุดราตรีสีดำสนิทที่โน้มลงมาสวมกอดเธอจากด้านหลัง เคาน์เตสอีลีน่า—ผู้ทรงอำนาจแห่งราตรีที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว ยามนี้กลับซบใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเรนอย่างออดอ้อน ดวงตาสีทับทิมคู่คมทอประกายอ่อนแสงลงยามทอดมองหญิงสาวในอ้อมแขน เรนเอียงคอเล็กน้อย ปล่อยให้เส้นผมสีดำสนิทระ1ปรายลงบนหลังมือของอีกฝ่าย เธอไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับยกมือขึ้นสัมผัสสร้อยคอเงินแท้ที่ห้อยประดับอยู่บนลำคอระหง มันคือของแทนใจชิ้นเดียวที่เหลืออยู่จากโลกใบเก่า โลกที่เธอเคยเป็นเพียงแค่มนุษย์ผู้ต้อยต่ำและมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว "ฉันแค่กำลังคิด..." เรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาสีเทาเข้มมองลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกสีโบราณออกไปสู่รัตติกาลเบื้องล่าง ที่ซึ่งมหานครยามค่ำคืนกำลังหลับใหลภายใต้หมอกหนาทึบ "...ว่าถ้าในวันนั้น ฉันเลือกที่จะวิ่งหนีคุณไป ชีวิตของฉันจะหน้าตาเป็นอย่างไรนะคะ, อีลีน่า" อีลีน่าชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากเย็นเยียบจะกดจูบลงบนซอกคอของเรนอย่างแผ่วเบา ราวกับจะย้ำเตือนว่าอดีตที่เรนเอ่ยถึงนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว "เธอคงจะแก่เฒ่า ร่างกายโรยรา และตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ สักแห่ง..." อีลีน่ากระซิบชิดผิวเนื้อ น้ำเสียงมีความเยeเยาะเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความหวงแหนที่ล้นปรี่ "ในขณะที่ฉัน... คงจะต้องทนทุกข์ทรมานกับการตามหาเศษเสี้ยวกลิ่นอายของเธอไปชั่วนิรันดร์ โชคดีเหลือเกินนะคะ ที่ในวินาทีสุดท้าย เธอยอมจำนนต่อความมืด... ยอมให้ฉันกลืนกินทั้งตัวตนและลมหายใจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฉัน" เรนหลับตาลง ยอมรับความจริงข้อนั้นแต่โดยดี เธอยังจำความรู้สึกตอนที่คมเขี้ยวฝังลงบนชีพจรได้ดี มันเจ็บปวดเจียนตาย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ปลดปล่อยเธอจากพันธนาการทั้งปวง พลังพิเศษในการเห็นอดีตอันน่าเวทนาไม่ได้รบกวนจิตใจเธออีกต่อไป เพราะปัจจุบันนี้ เธอกลายเป็นนิรันดร์ไปเสียแล้ว — นิรันดร์เคียงข้างปีศาจสาวผู้สูงศักดิ์ตนนี้ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่หน้าประตูห้องโถง เรนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ลูเซียน... อดีตนักล่าผู้เคยหมายมั่นจะเด็ดหัวเคาน์เตสอีลีน่า ยามนี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป ร่างของเขากลายเป็นเพียงแค่เครื่องเตือนใจถึงความพ่ายแพ้ของมนุษย์ และเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่มีใครสามารถขัดขวางสายสัมพันธ์ที่ถูกถักทอด้วยเลือดและกัปลกัลป์นี้ได้ "ปล่อยเขาไว้แบบนั้นเถอะค่ะ" เรนเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกว่าอีลีน่าทำท่าจะผละออกไปจัดการ "เขาชดใช้กรรมในแบบของเขาแล้ว การที่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าความตายเสียอีกนะคะ" อีลีน่ายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่หาต้องห้ามและอำนาจมืดที่ชวนให้ใจสั่นระทึก เธอหมุนตัวเรนให้หันมาเผชิญหน้ากัน ดวงตาสีทับทิมจดจ้องลึกลงไปในดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้น ราวกับจะสำรวจจิตวิญญาณที่เธอยึดครองไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด "ตามใจเธอเลยค่ะ... สำหรับเธอแล้ว ฉันยอมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่คะ, เรน" บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง กาลเวลาภายนอกคฤหาสน์หลังใหญ่ยังคงหมุนไป ผู้คนนับล้านยังคงเกิด แก่ เจ็บ และตาย ตามวัฏจักรของธรรมชาติ แต่นี่คือมุมอับของโลก—ดินแดนในเงาอเวจีที่กาลเวลาไม่มีอำนาจใดๆ เข้ามาแตะต้องได้ ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ กลิ่นอายของความตายและความปรารถนาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว อีลีน่าโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ปล่อยให้ปลายจมูกชนกันเบาๆ เรนไม่หลบเลี่ยง เธอกลับเป็นฝ่ายยกมือขึ้นโอบรอบลำคอของแวมไพร์สาวผู้สูงศักดิ์ ดึงรั้งให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ชิดยิ่งขึ้น จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน "สัญญาได้ไหมคะ... ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ ตราบจนโลกใบนี้สลายกลายเป็นธุลี" เรนกระซิบถาม ชิดริมฝีปากของอีกฝ่าย ความหวาดกลัวในอดีตถูกแทนที่ด้วยความมั่นคงในปัจจุบัน "ตราบจนโลกสลาย... และต่อให้ความมืดมิดดับสูญไปจากจักรวาลนี้ วิญญาณของเธอก็ยังคงเป็นของฉัน, เรน ชั่วนิรันดร์ค่ะ" ทันทีที่สิ้นคำสัญญา ริมฝีปากที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งแต่กลับร้อนรุ่มด้วยไฟปรารถนาก็กดจูบลงมาอย่างลึกซึ้งและเร่าร้อน มันไม่ใช่แค่การสัมผัสทางกาย แต่เป็นการหลอมรวมพันธะเลือดสีนิลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเงาสะท้อนของรัตติกาลที่โอบกอดพวกเธอไว้ในอ้อมอก ตราบเท่าที่ราตรีนี้ยังคงอยู่ และตราบเท่าที่คมเขี้ยวยังคงฝังรอยจูบไว้ชั่วนิรันดร์ พวกเธอก็จะเป็นอมตะ—ในฐานะคู่รักที่กาลเวลาไม่มีวันพรากจากกันได้ตราบนานเท่านาน ... บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันจนถึงหน้าสุดท้ายนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเลือดสีนิล: รอยจูบใต้เงาอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%