“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจนะคะคุณผู้จัดการ แต่การเพิ่มยอดผลิตห้าเท่าในคราวเดียวโดยไม่ปรึกษาคู่สัญญาให้ดี อาจทำให้ระบบการขนส่งของเราสะดุดจนเสียชื่อเสียงได้ ดิฉันคงต้องขอกลับไปวางแผนก่อนตัดสินใจค่ะ”
หลินฟางวางโทรศัพท์สายตรงจากตัวแทนจำหน่ายลงบนแป้นไม้ เสียงสัญญาณตัดไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในห้องทำงานเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของแป้งหมักและเครื่องเทศ เธอถอนหายใจยาว พลางมองตารางบัญชีรายรับที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ ในมิติบิ๊กคลังสินค้าของเธอตอนนี้ สินค้าล็อตใหม่ที่เพิ่งบรรจุเสร็จพร้อมส่งออกไปเป็นของที่ตลาดต้องการอย่างมหาศาล แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่รบกวนจิตใจเธอที่สุดในตอนนี้
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางเดินหน้าบ้าน หลินฟางรู้ได้ทันทีว่าจางเหว่ยกลับมาแล้ว วันนี้เขากลับเร็วกว่าปกติถึงสองชั่วโมง ใบหน้าของสามีที่เคยเคร่งขรึมยามปฏิบัติหน้าที่ทหาร กลับดูอ่อนล้าและมีความกังวลบางอย่างแฝงอยู่ในแววตา
“งานที่กรมหนักเหรอคะ?” หลินฟางเดินเข้าไปหา เขาไม่ได้ตอบทันที แต่กลับโอบกอดเธอไว้แน่น ราวกับต้องการไออุ่นเพื่อชะล้างความเหนื่อยล้าจากโลกภายนอก
“แม่มาหาผมที่ค่ายวันนี้... แกมาโวยวายเรื่องที่ผมไม่ยอมส่งเงินก้อนใหญ่ไปให้ บอกว่าแกต้องนำเงินไปช่วยหลานชายฝั่งญาติห่างๆ ของแกอีก” จางเหว่ยพึมพำ น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงความขุ่นมัว เขาซุกใบหน้าลงที่ซอกคอภรรยา “ผมปฏิเสธไป แต่สิ่งที่แกทิ้งท้ายไว้... มันทำให้ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี”
หลินฟางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอรู้ดีว่าแม่เฒ่าจางไม่มีวันหยุดราวี เธอจึงผละตัวออกมาแล้วจูงมือสามีไปที่ห้องครัว “เรื่องแม่เฒ่าเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ วันนี้ฉันตั้งใจจะทำมื้อพิเศษให้คุณโดยเฉพาะ คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ปล่อยให้ความหอมของเครื่องเทศช่วยเยียวยาใจดีกว่านะคะ”
ห้องครัวที่เคยเป็นเพียงที่ซุกหัวนอนในยุคแปดศูนย์แห่งนี้ ได้รับการตกแต่งด้วยรสนิยมของหลินฟางจนกลายเป็นวิมานขนาดย่อม กลิ่นของเนื้อตุ๋นน้ำแดงอบอวลไปทั่ว ทั้งยังมีความหอมละมุนของแป้งซาลาเปาทอดที่เธอเพิ่งดึงออกมาจากเตาเหล็ก ความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบจากมิติลับ ทำให้รสชาติของอาหารในวันนี้ล้ำลึกกว่าครั้งไหนๆ
จางเหว่ยเฝ้ามองแผ่นหลังของภรรยาที่กำลังง่วนอยู่กับการปรุงรส หลินฟางในผ้ากันเปื้อนสีครีมดูอ่อนหวานทว่าเข้มแข็ง มือเรียวสวยของเธอจับตะหลิวพลิกเนื้ออย่างคล่องแคล่ว แสงไฟนวลตาในครัวขับเน้นให้ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่อง แม้จะเป็นเพียงมื้อค่ำธรรมดา แต่เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในภัตตาคารหรูในเมืองหลวง
“เสร็จแล้วค่ะ...” หลินฟางยกชามกระเบื้องเคลือบวางตรงหน้าสามี “เนื้อตุ๋นรากบัวสมุนไพรจีนสูตรลับเฉพาะ พร้อมซาลาเปาทอดกรอบนอกนุ่มใน ทานตอนร้อนๆ นะคะ”
จางเหว่ยหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อชิ้นโตเข้าปาก รสชาติที่สัมผัสได้นั้นละลายในปากทันที กลิ่นหอมของสมุนไพรที่ซึมลึกถึงเนื้อในทำให้ความเครียดที่สั่งสมมาทั้งวันมลายหายไปราวกับเวทมนตร์ เขาเงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความซาบซึ้งใจ
“ฟาง... ทำไมเธอถึงดีกับผมขนาดนี้ ในวันที่ผมไม่มีอะไรเลยนอกจากยศทหารธรรมดาๆ เธอกลับสร้างชีวิตใหม่ให้ผม แถมยังดูแลผมดีเสียยิ่งกว่าใคร”
หลินฟางยิ้มละไม นั่งลงข้างๆ แล้วเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเขาอย่างอ่อนโยน “เพราะคุณคือคนเดียวที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของฉัน ในยุคสมัยที่ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือทำพันธุ์ คุณกลับเลือกที่จะสนับสนุนให้ฉันเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง แล้วทำไมภรรยาคนนี้ถึงจะไม่ดูแลคุณให้ดีที่สุดล่ะคะ?”
จางเหว่ยเอื้อมมือมากุมมือเธอไว้แน่น สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้หัวใจของหลินฟางสั่นไหว ทั้งสองนั่งทานมื้อค่ำท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น ความเงียบงันรอบข้างกลับยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ล้วนเป็นการตอกย้ำว่า ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายหรือแม่เฒ่าจางจะร้ายกาจเพียงใด ที่นี่คือปราการแห่งความรักที่ไม่มีใครทำลายได้
ทว่า ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน...
ขณะที่จางเหว่ยกำลังจะตักน้ำซุปรสกลมกล่อมเข้าปาก เสียงเคาะประตูด้านหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างแรงราวกับจะพังประตูเข้ามา ไม่ใช่เสียงเคาะที่อ่อนโยน แต่เป็นเสียงทุบที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวของใครบางคนที่คุ้นเคยดี
“นังลูกสะใภ้อกตัญญู! ออกมาให้ฉันเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าพวกแกซ่อนของดีไว้ในบ้าน! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนแหลมสูงของแม่เฒ่าจางดังสะท้อนก้องไปทั่วหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งที่ดูเหมือนจะตามสมุนมาด้วย จางเหว่ยชะงักตะเกียบในมือ แววตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวในทันที เขาค่อยๆ วางตะเกียบลงอย่างใจเย็น ก่อนจะหันมามองหลินฟางที่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย
“เธอนั่งทานต่อเถอะ เดี๋ยวผมจัดการเอง” จางเหว่ยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังแห่งความเป็นทหารแผ่ออกมาจนน่าเกรงขาม
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวถึงประตูบ้าน ร่างของหลินฟางก็ลุกขึ้นยืนคว้าแขนเขาไว้ เธอไม่ได้มีสีหน้าหวาดกลัว แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้จางเหว่ยถึงกับชะงัก “อย่าเพิ่งรีบร้อนสิคะ วันนี้ฉันเตรียมของกำนัลให้แม่สามีไว้แล้ว... ของที่นางจะต้อง ‘จดจำ’ ไปจนวันตายเลยล่ะค่ะ”
เธอก้าวเดินไปที่ประตูบ้านอย่างมั่นใจ ในมือนั้นมีถุงกระดาษที่บรรจุบางอย่างไว้แน่นหนา จางเหว่ยตามหลังภรรยาไปติดๆ เมื่อประตูถูกเปิดออก แสงไฟจากในบ้านสาดกระทบใบหน้าบิดเบี้ยวของแม่เฒ่าจางที่ยืนหอบหายใจอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับกล่องไม้ปริศนาในมือของนางที่ดูเหมือนจะขโมยมาจากโกดังเก็บของข้างบ้าน
“แกสองคนทำอะไรอยู่! ฉันบอกแล้วไงว่าของพวกนี้ต้องแบ่งให้ญาติ!” แม่เฒ่าจางยังไม่ทันได้พูดจบ ก็ต้องผงะเมื่อเห็นหลินฟางยืนนิ่งสงบพร้อมรอยยิ้มที่เย็นเยียบ
หลินฟางก้าวออกมาหนึ่งก้าว ดวงตาคู่สวยจ้องมองกล่องไม้ในมือนาง “คุณแม่คะ... ของที่อยู่ในกล่องนั้น ถ้าแม่เปิดตอนนี้ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้า ชื่อเสียงของตระกูลจางจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านนี้แบบที่แม่คงไม่อยากให้เป็นหรอกค่ะ”
แม่เฒ่าจางตัวสั่นสะท้าน กล่องในมือสั่นไหวตามแรงอารมณ์ ในขณะที่ชาวบ้านในละแวกนั้นเริ่มชะโงกหน้าออกมาดูเหตุการณ์ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดผึง หลินฟางขยับเข้าไปใกล้แม่สามีแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“แม่แน่ใจนะคะว่าจะเปิดมันตอนนี้? ถ้าเปิดแล้ว... ความลับเรื่อง ‘เงินก้อนสุดท้าย’ ที่แม่แอบเก็บไว้คงจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป... รวมถึงเรื่องที่แม่แอบขายที่ดินไร่ของบรรพบุรุษด้วย”
รอยยิ้มของหลินฟางกว้างขึ้น แต่ทว่ากลับทำให้แม่เฒ่าจางหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีขาวราวกับกระดาษ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความละมุนและเล่ห์เหลี่ยมของหลินฟางในมิติคู่ขนานนะคะ!
ไร่รักละมุนปรุงรสในมิติคู่ขนานยุคแปดศูนย์•ตอนที่ 26
มื้อค่ำเชื่อมใจ
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไร่รักละมุนปรุงรสในมิติคู่ขนานยุคแปดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!