กุนซือหญิงในเงาปืนยุคอุตสาหกรรมกับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเมือง•ตอนที่ 4

พบพานท่ามกลางควันปืน

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นดินปืนที่ไหม้เกรียมและคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ท่ามกลางซากปรักหักพังของป้อมปราการยุคอุตสาหกรรมที่เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ซูเหม่ยหลินยังคงยืนนิ่งสงบ ดั่งหยกสลักที่ตั้งตระหง่านท้าทายลมฝน ชุดผ้าฝ้ายสีมอซอตามสภาพสังคมยุคเจ็ดสิบ หาได้ลดทอนสง่าราศีอันเยือกเย็นที่ติดตัวนางมาจากภพภูมิโบราณไม่ ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้ร่มผ้าซ่อนความระแวดระวังไว้เต็มพิกัด ขณะที่ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองร่างไร้วิญญาณนับสิบที่นอนระเกะระกะอยู่เบื้องหน้า กระสุนปืนไรเฟิลที่ยังคงร้อนผ่าวในรังเพลิง และร่องรอยการต่อสู้ระยะประชิด ล้วนบอกเล่าเรื่องราวการลอบสังหารทางการเมืองอันเลือดเย็นที่เพิ่งอุบัติขึ้นอย่างเงียบเชียบ "บังเอิญจริงนะ คุณหนูซู..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์เอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้าแหวกความเงียบงัน ผสานกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ "เหตุใดเจ้าจึงมักจะไปโผล่อยู่ในสถานที่ที่มีกลิ่นอายของ 'ความเน่าเฟะ' อยู่ร่ำไป... หรือแท้จริงแล้ว เจ้าเองต่างหากที่เป็นผู้จุดไฟเผาป้อมปราการเหล่านี้กันแน่?" ซูเหม่ยหลินมิได้สะทกสะท้านต่อน้ำเสียงกดดันนั้นแม้แต่น้อย นางค่อยๆ หมุนตัวกลับช้าๆ เผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง ดวงตากลมโตนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ขณะที่มุมปากยกยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยชั้นเชิงและปริศนา ท่าทางของนางสง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังทอดพระเนตรมองมหาดเล็ก ไม่ใช่สตรีในยุคสมัยอุตสาหกรรมที่ยากลำบ้น "ใต้فلฉิน... ท่านใช้คำว่า 'บังเอิญ' กับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยร่องรอยดินปืนและคราบเขม่าเช่นนี้ ไม่ดูเป็นการดูถูกสติปัญญาของตัวท่านเองไปหน่อยหรือคะ?" น้ำเสียงหวานใสกังวานเอ่ยตอบอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมชนิดที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หากหม่อมฉัน... เอ่อ หากฉันเป็นผู้จุดไฟเผาจริง ป่านนี้คงไม่มายืนรอให้ท่านกล่าวหาอยู่ตรงนี้ด้วยมือเปล่าหรอกกระมังคะ" ฉินหานหรี่ตาลงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางทีละก้าว แววตาดุดันดุจพญาอินทรีย์กวาดสำรวจทุกรายละเอียดบนใบหน้าและเนื้อตัวของซูเหม่ยหลิน รัศมีอำนาจอันดุร้ายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนบรรยากาศรอบข้างแทบจะหยุดหายใจ บุรุษผู้นี้คือผู้กุมชะตากรรมของเมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้ เป็นเงาอัคคีที่ผู้คนต่างหวาดผวา แต่ในสายตาของซูเหม่ยหลิน เขากลับเป็นเพียงหมากตัวสำคัญที่นางต้องอ่านให้ทะลุปรุโปร่ง "เจ้ากล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับฉัน..." ฉินหานโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนซูเหม่ยหลินได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายบุรุษอันทรงพลัง "ในรัศมีร้อยเมตรนี้ มีศัตรูของฉันนอนตายเกลื่อน แต่เจ้า... หญิงสาวผู้ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน กลับยืนถือกระเป๋าเอกสารลับยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางพอดิบพอดี เจ้าคิดว่าคำแก้ตัวเรื่องความบังเอิญ จะหลอกคนโง่ได้สักกี่คนกัน ซูเหม่ยหลิน" เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความหวาดหวั่น แม้ส่วนสูงของนางจะด้อยกว่าเขาเล็กน้อย แต่วิญญาณของอดีตกุนซือหญิงผู้เคยพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินมาแล้ว มิอาจถูกกดทับด้วยอำนาจทางกายภาพเพียงแค่นี้ได้ นางขยับตัวเข้าหาเขาเล็กน้อยอย่างท้าทาย จนปลายจมูกแทบจะเฉียดผ่านโครงหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแห่งสนามรบ "ถ้าท่านฉลาดล้ำเลิศอย่างที่ใครเขาเล่าลือกันจริงๆ ท่านย่อมต้องมองออกว่า กระสุนที่สังหารมือสังหารเหล่านี้ เป็นกระสุนนำเข้าจากต่างประเทศรุ่นพิเศษ ซึ่งมีเพียงกรมสรรพาวุธภายใต้การควบคุมของท่านเท่านั้นที่เบิกจ่ายได้..." นางกระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ "หรือว่า... การลอบสังหารในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของคนใน เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยการทุจริตงบประมาณอุตสาหกรรมกันแน่คะ ท่านฉิน?" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตาเดียว ดวงตาคมกล้าของฉินหานไหววับด้วยความประหลาดใจระคนโทสะ เขาไม่เคยพบสตรีใดที่กล้าวิเคราะห์เกมการเมืองระดับสูงต่อหน้ากระบอกปืนของเขาด้วยท่าทีเยือกเย็นเช่นนี้มาก่อน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย มือหนาเอื้อมออกไปคว้าคางคางเรียวของนางไว้แน่นด้วยแรงบีบที่พอจะทำให้เจ็บปวด ทว่าซูเหม่ยหลินเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่หลบสายตา "เจ้าช่าง... อันตรายเสียจริง..." ฉินหานเอ่ยด้วยเสียงกระซิบต่ำพร่าที่ข้างใบหูของนาง "รู้มากเกินไปในยุคสมัยเช่นนี้ มักจะมีจุดจบที่ไม่ค่อยสวยงามนักหوك คุณหนูซู" "ความรู้คืออำนาจค่ะท่านฉิน..." ซูเหม่ยหลินตอบกลับทันควันอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เคมีอันเข้มข้นระหว่างผู้ล่าและผู้ล่าแผ่ซ่านออกมาราวกับประกายไฟที่กระทบกับน้ำมันดิบ ความดุดันของเขาปะทะเข้ากับความเยือกเย็นลึกล้ำของนาง กลายเป็นพันธะสัญญาแห่งความสัมพันธ์อันตรายที่ยากจะถอนตัว ทว่า ในขณะที่เกมเชือดเฉือนกำลังดำเนินไปถึงจุดเข้มข้น เสียงฝีเท้าจำนวนมากพร้อมเสียงขึ้นลำกล้องปืนนับสิบคوابก็ดังแหวกความมืดเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้จากทุกทิศทุกทาง! ฉินหานชะתักเล็กน้อยก่อนจะดึงร่างบางของซูเหม่ยหลินเข้ามาประชิดอกแกร่งอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นโล่กำบังตามสัญชาตญาณนักรบ แต่ก่อนที่เขาจะได้สั่งการใดๆ แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงนับสิบดวงก็สาดส่องเข้ามาจนแสบตา พร้อมกับร่างของนายทหารยศสูงผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับกระดาษคำสั่งลับในมือที่สะท้อนแสงจันทร์สีเลือด "ท่านผู้บัญชาการครับ! มีโทรเลขด่วนที่สุดจากส่วนกลางส่งตรงถึงท่าน..." นายทหารนายนั้นละล่ำละลักรายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด "คำสั่งด่วนจากเมืองหลวง... ให้ทำการควบคุมตัวท่านฉินหานและผู้ต้องสงสัยในข้อหากบฏต่อแผ่นดินทันทีครับ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านควันปืนและเล่ห์กลอันล้ำลึกนี้ไปพร้อมกับส้มหวานมิติลับนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงในเงาปืนยุคอุตสาหกรรมกับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเมือง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%