เสียงกระเบื้องเคลือบกระทบกับโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่าในความเงียบสงัดของห้องหนังสือบูรพา เสียงนั้นกลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าไหมแพรต่วน
ถังจวินเหว่ยไม่แม้แต่จะชายตามองถ้วยชาอุ่นร้อนที่เพิ่งถูกวางลงตรงหน้า ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มยังคงจับจ้องอยู่ที่แผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นต้าหลี่บนโต๊ะ รอยหมึกสีชาดที่ขีดเส้นแบ่งเขตแดนทหารยังคงใหม่อยู่ สะท้อนความดุร้ายและอำนาจเด็ดขาดของผู้ที่กุมกองทัพพั่วโจวไว้ในกำมือครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน
"ชาผู่เอ๋อร์ปีกลาย... รสชาติฝาดเฝื่อนแต่ทิ้งความหวานไว้ที่ปลายลิ้น ท่านอ๋องทรงโปรดเครื่องดื่มที่อ่านยากเช่นนี้เสมอมามิใช่หรือครับ"
เสียงหวานใสราบเรียบดั่งสายน้ำทว่าแฝงคมมีดดังขึ้น หลินซูเหยานั่งอยู่เบื้องขวา นางสวมอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน เรือนผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นด้วยปิ่นหยกสลักรูปดอกเหมย ท่าทีของนางสงบนิ่งราวกับรูปสลักหยกสลักเสลา ทว่าประกายในนัยน์ตาคู่หงส์กลับซ่อนกลเกมพันลึกที่แม้แต่ขุนนางเฒ่าในราชสำนักยังต้องหวาดหวั่น
ถังจวินเหว่ยเงยหน้าขึ้นช้าๆ ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนอุณหภูมิรอบกายราวกับลดต่ำลงหลายองศา เขายื่นมือหนาออกไปจับก้านถ้วยชาช้าๆ สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่
"กุนซือหลิน... เจ้ากล้าดียังไงถึงส่งจดหมายเรียกข้ามายังเรือนพักส่วนตัวยามวิกาลเช่นนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำตวัดหางเสียงด้วยความเย้ยหยัน "หรือว่าความตายของตระกูลหลินเมื่อสิบปีก่อน ยังทำให้เจ้าจำบทเรียนไม่ได้ว่าการเล่นกับไฟจะมอดไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี"
ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าดั่งภาพวาดของหลินซูเหยาแม้แต่น้อย นางเพียงแย้มสรسวลน้อยๆ รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้มในเหมันต์ฤดู แต่มันกลับทำให้หัวใจของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในปฐพีเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ... หม่อมฉันมิได้เล่นกับไฟ แต่กำลังจะจุดคบเพลิงนำทางให้พระองค์ต่างหาก" นางเอ่ยพร้อมกับโน้มตัวเข้าใกล้โต๊ะอีกนิด กลิ่นอายหอมจางๆ คล้ายดอกซิ่งลอยแตะนาสิกของถังจวินเหว่ย "ข่าวการเคลื่อนพลของกองทัพพยัคฆ์บูรพาที่ชายแดน... ท่านทรงคิดจริงๆ หรือว่านั่นคือแผนการขององค์ชายสาม?"
ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก ข้อมูลนี้เป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่แม่ทัพกองหน้ายังไม่ล่วงรู้ เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ได้
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" ถังจวินเหว่ยเอ่ยเสียงต่ำ มือที่ถือถ้วยชาเริ่มออกแรงบีบจนกระเบื้องแทบร้าว
"หากท่านอ๋องทรงนำทัพออกไปทางทิศตะวันออกตามม้วนสาส์นลับที่เพิ่งได้รับเมื่อยามโฉล... พระองค์ก็จะหลุมพรางที่ถูกขุดไว้รอรับอย่างพอดิบพอดี" หลินซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความสะดุ้งสะเทือนต่อรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม "และผู้ที่รอต้อนรับพระองค์มิใช่กองกำลังของแคว้นศัตรู... แต่เป็นราชโองการลับจากฮ่องเต้ ที่จะประกาศให้พระองค์เป็นกบฏแผ่นดินในยามที่กำลังพลกระจัดกระจาย"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ถังจวินเหว่ยชะงักไป นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานางเพื่อค้นหาความเท็จ แต่นอกจากความจริงอันหนักหน่วงแล้ว เขากลับพบเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาคู่นั้น—เงาของบุรุษผู้โดดเดี่ยวท่ามกลางวังวนอำนาจ
เขากำลังเผชิญหน้ากับหลุมพรางที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน และผู้ที่กุมกุญแจไขทางออกกลับเป็นสตรีตรงหน้าผู้ซ่อนเร้นความแค้นไว้ภายใต้รอยยิ้ม
"แล้วเหตุใด... เจ้าจึงต้องบอกข้า" ถังจวินเหว่ยโน้มตัวเข้าหา นางนิ่งงัน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองเหลือเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความรุ่มร้อนในอก "เจ้าต้องการสิ่งใดแลกกับข่าวนี้ ชื่อเสียง เงินทอง หรือ... ศักดิ์ศรีที่ตระกูลหลินสูญเสียไป?"
หลินซูเหยาไม่ถอยหนี นางเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ ปลายจมูกเกือบจะชนกัน ความเยือกเย็นในแววตาของถังจวินเหว่ยถูกแผดเผาด้วยความท้าทายอันลุ่มลึก
"หม่อมฉันไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจาก... อำนาจในการชำระบัญชีเลือด" นางกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ "และมีเพียงท่านอ๋องเท่านั้น ที่จะช่วยหม่อมฉันทวงคืนความยุติธรรมได้... ท่านกล้าพอที่จะเดิมพันกับกุนซือไร้ค่าคนนี้หรือไม่เพคะ"
ภายในห้องหนังสือกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก ถังจวินเหว่ยจ้องมองริมฝีปากอิบอิ่มที่ขยับพูดคำอันตรายที่สุดในแผ่นดินออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ รสฝาดเฝื่อนกระจายซ่านไปทั่วช่องปาก ก่อนจะวางลงด้วยเสียงหนักแน่น
"หากนี่คือแผนลวงของเจ้า... ศีรษะของเจ้าจะเป็นสิ่งแรกที่ข้าใช้สังเวยคมดาบ"
หลินซูเหยาแย้มยิ้มอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่งดงามและอันตรายที่สุดเท่าที่เขาเคยพบพานมาในชีวิต
"ทรงวางใจเถอะเพคะ... หม่อมฉันไม่เคยพลาด"
ทว่า ในวินาทีที่ถังจวินเหว่ยกำลังจะเอ่ยคำสั่งเคลื่อนพล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนพัก ร่างขององครักษ์เงาพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและกลิ่นคาวเลือด
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์หนุ่มละล่ำละลักรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ม้าเร็วจากชายแดน... ส่งม้วนสาส์นฉบับเร่งด่วนมาถึงเมื่อครู่... กองทัพพยัคฆ์บูรพาถูกซุ่มโจมตี และ... และตราพยัคฆ์ทองคำถูกขโมยไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ถังจวินเหว่ยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประกายตาดุร้ายวับวามขึ้นดั่งพยัคฆ์ต้องคำสาป เขาก้มลงมองหลินซูเหยาที่ยังคงนั่งนิ่งสงบจิชาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง
"ดูเหมือนว่า... กลลวงของอีกฝ่ายจะเริ่มเร็วกว่าที่เราคาดไว้เสียอีกนะเพคะ ท่านอ๋อง"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งการหักเหลี่ยมเฉือนคมนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้บรรณพิภพ•ตอนที่ 2
กลยุทธ์ลวงตา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้บรรณพิภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
