กลิ่นอายความอับชื้นของตำหนักเย็นผสมผสานเข้ากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ติดอยู่ปลายจมูก หลินฟางเซียนมิได้หลับใหล นางเพียงแต่นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างบานผุพัง ปล่อยให้สายลมราตรีที่พัดพาเกล็ดน้ำค้างโปรยปรายลงมาเยียบยناความรู้สึกจนชาด้าน ร่างกายของนางในยามนี้บอบช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ร่องรอยการถูกย่ำยีจากบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีและเจ้าแผ่นดินยังคงฝังแน่นอยู่บนผิวเนื้อราวกับรอยเหล็กแดงที่ประทับตราความเป็นทาสรับใช้
ทว่า สิ่งที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าร่องรอยบนเรือนร่าง คือความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า... เด็กชายตัวน้อยผู้มีดวงตาดุดันคมปลาบและสันจมูกโด่งเป็นสันราวกับคัดลอกมาจากพิมพ์เดียวกันกับองค์จักรพรรดิ์จ้าวหย่งอย่างไร้ที่ผิด!
"ท่านแม่... หนาวเหลือเกินขอรับ"
เสียงแหบพร่าของเด็กน้อยเอ่ยขึ้น พร้อมกับมือเล็กๆ ที่เอื้อมมาจับชายเสื้อผ้าแพรเก่าๆ ของนาง ดวงตากลมโตคู่นั้นมองมาด้วยความหวาดกลัวต่อความมืดมิดรอบกาย หัวใจของฟางเซียนกระตุกวูบ ความรู้สึกรักและหวงแหนพวยพุ่งขึ้นมาจนจุกอก นางรีบดึงร่างเล็กนั้นเข้าสู่อ้อมกอด แนบแน่นเสียจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวราดรินความเจ็บปวดแสนสาหัส
นางซ่อนเขาไว้เป็นความลับ... ความลับที่จะนำพาความตายมาสู่หัวตัดหากจ้าวหย่งล่วงรู้ว่านางตั้งครรภ์และให้กำเนิดทายาทที่อยู่นอกเหนือบัญชาของวังหลัง
"ไม่เป็นไรนะลูกแม่ เจ้าจะไม่เป็นไร..." ฟางเซียนกระซิบเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาที่กลั้นมานานนับแรมปีร่วงหล่นลงกระทบกลุ่มผมนุ่มของบุตรชาย ทว่าในวินาทีที่ความเปราะบางเข้าครอบ
*แกร๊ก—!*
เสียงกิ่งไม้หักดังแผ่วมาจากมุมมืดของสวนรก7ร้างนอกหน้าต่าง สัญชาตญาณดิบของอดีตพระชายผู้เคยผ่านสมรภูมิการเมืองในวังหลังดีดตัวตื่นขึ้นทันที ฟางเซียนผลักบุตรชายไปหลบหลังฉากกั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคว้ากริชเล่มเล็กขึ้นมาตั้งรับ ดวงตาคู่คมหันขวับไปยังเงาดำทะมึนที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราภูตผี
"ใคร!" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ความเยือกเย็นถูกงัดขึ้นมาสวมทับความอ่อนแอเมื่อครู่
เงาร่างนั้นก้าวพ้นจากม่านหมอกราตรี แสงจันทร์สาดส่องลงมาทาบทับโครงหน้าคมคายดั่งสลักหิน
เฉินเหวินหลาง... องครักษ์เงาผู้ไร้พ่าย ผู้ซึ่งไม่เคยชายตาแลผู้ใด และเป็นเงาติดตามองค์จักรพรรดิ์มาโดยตลอด เขายืนนิ่งสนิท ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจับจ้องมาที่นาง นิ่งงัน เยียบเย็น แต่ในขณะเดียวกัน... มันกลับมีความไหววูบประหลาดที่ยากจะคาดเดาซ่อนอยู่ภายใน
"ฝ่าบาท..." ฟางเซียนหัวเราะหยันในลำคอ เมื่อคิดว่าบุรุษตรงหน้าคือมือสังหารที่ถูกส่งมาเก็บกวาดพยานปากเอก "ส่งคนมาปลิดชีวีข้าถึงที่นี่เชียวหรือ? บอกเขาซิว่าหลินฟางเซียนตายไปนานแล้ว ตายตั้งแต่วันที่เขาโยนข้าลงสู่นรกหมรกไหม้นี่!"
เหวินหลางไม่ขยับกาย เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษที่ทรงพลังและอันตรายแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้ง
"ข้าไม่ได้มาตามรับสั่งของใคร... และข้าไม่ใช่คนของจักรพรรดิองค์นั้น" เสียงทุ้มต่ำเอמהลอดริมฝีปากหยักลึก น้ำเสียงขององครักษ์หนุ่มราบเรียบแต่มันกลับสั่นสะท้อนถึงบางสิ่งที่ร้อนระอุอยู่เบื้องล่าง
"แล้วเจ้ามาทำไม? มาดูผลงานความสิ้นหวังของเจ้านายเจ้าหรือไง!" นางสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว ปลายกริชในมือสั่นระริกมิใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นชิงชังที่สุมอก
เหวินหลางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น สายตาของเขาเลื่อนต่ำลง มองสำรวจร่องรอยบอบช้ำบนลำคอระหงและหัวไหล่เปลือยเปล่าที่โผล่พ้นอาภรณ์ขาดวิ่น ดวงตาขององครักษ์ผู้ไร้ใจคมกริบขึ้นวูบหนึ่ง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นอย่างถึงที่สุด
"ข้าทนดูมานานพอแล้ว..." เหวินหลางเอמהเสียงกระซิบพร่าต่ำ มือหนาเอื้อมออกไปอย่างรวดเร็วจนฟางเซียนหลบไม่พ้น ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบสัมผัสลงบนแก้มเนียนนุ่มที่เปื้อนคราบน้ำตาอย่างถือวิสาสะ
ฟางเซียนสะفุดเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ "บังAาญ! เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไร..."
"ข้ารู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร..." เหวินหลางขยับเข้าไปประชิดร่างบางอย่างไร้ช่องว่าง กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายฝนยามค่ำคืนโอบล้อมนางไว้จนแทบสิ้นเรี่ยวแรง "ข้าเฝ้ามองเจ้าถูกทำลาย... เฝ้ามองบุรุษโง่เขลานั้นเหยียบย่ำดวงใจของเจ้า... และในตอนนี้ ข้าทนเห็นเจ้าทรมานต่อไปไม่ได้อีกแล้ว, ฟางเซียน"
สรรพนามที่หลุดออกมาจากปากองครักษ์ผู้สูงศักดิ์และเย็นชา ทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ
ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำปฏิเสธใดๆ เหวินหลางก็ก้มลงประกบเรียวปากลงมาอย่างไร้การปรานี!
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน... แต่มันคือการประกาศิตและการโหยหาที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากความจงรักภักดีมาเนิ่นนาน ริมฝีปากหนาบดขยี้กลีบปากนุ่มของนางอย่างดุดัน รสชาติหวานล้ำผสมกลิ่นคาวเลือดจางๆ แพร่กระจายไปทั่วโพรงปาก ฟางเซียนเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก นางพยายามทุบตีอกแกร่งเพื่อผลักไส ทว่าอ้อมแขนที่โอบรัดรอบเอวบางกลับแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กที่ไม่ยอมให้ขยับเขยื้อน
สัมผัสที่ร้อนรุ่มแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วผิวกาย ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกันทำให้สติของฟางเซียนเริ่มพร่าเลือน ความโกรธเกรี้ยวในตอนแรกเริ่มถูกหลอมละลายด้วยความโหยหาทางอารมณ์ที่ถูกกดทับมานับแรมปี เรียวลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำทำให้ร่างกายของนางสั่นสะท้าน มือเล็กที่เคยกำกริชแน่นค่อยๆ อ่อนแรงลง จนกริชเล่มนั้นร่วงหล่นกระทบพื้นเสียงดังสนั่นในความเงียบ
เหวินหลางประคองท้ายทอยของนางให้รับองศาการจูบที่ลึกซึ้งและเร่าร้อนยิ่งขึ้น ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้น เสียงครางฮัมแผ่วเบาเล็ดลอดจากลำคอของหญิงสาวเมื่อฝ่ามือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามแนวแผ่นหลังเปลือยเปล่า สัมผัสหยาบกร้านแต่ทว่าเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและโหยหาทำให้สัญชาตญาณดิบของคนทั้งคู่ตื่นขึ้น
ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงของตำหนักเย็น ร่างสองร่างแนบชิดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมาเป็นพยานแก่บทรักอันร้อนแรงและต้องห้าม...
ทว่า... ในวินาทีที่ความสุขสมกำลังจะพรากสติของทั้งสองไปจนหมดสิ้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้เลือดในกายของฟางเซียนเย็นเฉียบลงฉับพลัน!
*"ใต้เท้าเหวินหลาง! องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าด่วน... เอ๊ะ! เหตุใดประตูตำหนักเย็นจึงเปิดอยู่ มีใครอยู่ข้างในนั้นหรือไม่?!"*
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "มิคายามวิกาล" เสมอมานะคะ
องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 2
คมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!