องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 1

ซากความทรงจำที่ถูกเผาทิ้ง

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
เปลวไฟสีส้มฉานที่กำลังลุกลามเลียกินคานไม้เก่าของตำหนักบูรพา ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของอดีต กลิ่นเหม็นไหม้ของควันไฟและหยาดน้ำตาที่ระเหยกลายเป็นไอคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศยามวิกาล หลินฟางเซียนยืนมองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสนิท นัยน์ตาคู่คมที่เคยฉาบไปด้วยความเวทนาและหยาดน้ำตาบัดนี้แห้งผากเหลือเพียงความว่างเปล่า ปิ่นปักผมทองคำฝังทับทิมราคาแพงที่เคยถูกประทานจากบุรุษผู้ไร้หัวใจ ถูกเธอดึงออกจากมวยผมแล้วขว้างลงไปในกองเพลิงอย่างไร้เยื่อใย ให้มันเผาไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกับความรักโง่เขลาที่เธอเคยมีให้เขา "พระชายา... เพลิงเริ่มลามมาทางนี้มากแล้วเพคะ ถอยออกมาก่อนเถอะนะเพคะ" เสียงของสาวใช้คนสนิทละล่ำละลักเอ่ยเตือนด้วยความหวาดกลัว แต่ฟางเซียนหาได้สะดุ้งสะเทือน ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับวิญญาณไร้ราคากลับก้าวเข้าไปใกล้เปลวเพลิงที่ร้อนระอุเสียดสีผิวเนื้อมากขึ้น รัศมีแห่งความเด็ดเดี่ยวและเยตรชาเย็นเยียบแผ่ออกมาจากตัวเธอ จนแม้แต่เสียงคำรามของเปลวไฟก็ยังดูเหมือนจะสยบยอมให้กับความเจ็บปวดที่ถูกสะสมมาเนิ่นนาน "ปล่อยให้มันไหม้ไปเถอะ..." เสียงหวานกังวานแต่แหบพร่าเอื้อnเอ่ยออกมา แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ตายด้าน "ทุกหยาดหยดของความทรงจำอัปยศ ที่แห่งนี้เคยเป็นกรงขังฉันไว้... บัดนี้ ฉันจะเผามันให้ไม่เหลือแม้แต่ซาก" ในเสี้ยววินาทีที่เปลวไฟโหมกระหน่ำขึ้นสูงจนเกือบกลืนกินโครงสร้างหลังคา เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก็พุ่งทะยานฝ่าม่านควันเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายพายุ เฉินเหวินหลาง องครักษ์เงาผู้ซื่อสัตย์และเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างเธอในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้ คว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวบางของเธอด้วยความร้อนรน นัยน์ตาคมกริบที่มักจะซ่อนความรู้สึกภายใต้หน้ากากความเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกและเจ็บปวดร้าวรานอย่างปิดไม่มิด "ท่านทำบ้าอะไรลงไป ฟางเซียน!" น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดลอดไรฟันด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง มือหนาออกแรงดึงรั้งร่างบางให้ถอยห่างจากความร้อนที่แผดเผา แต่ฟางเซียนกลับสะบัดแขนออกอย่างไม่ใยดี ดวงตาคู่สวยหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ปล่อยฉัน... เหวินหลาง" เธอย้ำเสียงแข็งกร้าว "หรือเจ้าก็คิดจะห้ามปรามฉันเหมือนพวกมัน?" เฉินเหวินหลางนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาติดขัดยามที่ได้เห็นประกายไฟสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่ประกายของความอ่อนแอ แต่มันคือไฟแค้นที่ถูกจุดขึ้นจากซากศพของหัวใจที่แหลกสลาย องครักษ์หนุ่มขบกรามแน่นจนสันนูน ก่อนจะดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างถือวิสาสะเพื่อปกป้องเธอจากสะเก็ดไฟที่กำลังโปรยปรายลงมา แรงปะทะจากอ้อมกอดที่อบอุ่นและคุ้นเคยทำให้หัวใจที่ด้านชาของฟางเซียนกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ กลิ่นอายบุรุษเฉพาะตัวปะปนกับกลิ่นเขม่าควันไฟซึมซับเข้าสู่โสตประสาท ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วดั่งกลองศึกของคนทั้งสอง ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความโศกเศร้าให้ตื่นขึ้น ดวงตาคู่คมของเฉินเหวินหลางก้มมองใบละมุนที่อยู่ใกล้แค่คืบ หยาดเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้าและคราบเขม่าควันบางเบายิ่งขับเน้นให้ฟางเซียนดูเย้ายวนใจอย่างไร้ที่ติ ริมฝีปากอิ่มที่เคยเอื้อนเอ่ยแต่คำตัดพ้อ บัดนี้เผยอขึ้นเล็กน้อยตามแรงหอบหายใจ ความอดกลั้นและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เขาพยายามรักษามาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตา "ข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านทำร้ายตัวเองได้อีก..." เสียงกระซิบพร่าเลือนดังชิดริมฝีปาก ก่อนที่เฉินเหวินหลางจะประคองใบหน้าเนียนนุ่มด้วยมือหยาบกร้านที่ผ่านการจับกระบี่มาโชกโชน นิ้วโป้งเกลี่ยคราบเขม่าที่ข้างแก้มของเธออย่างทะนุถนอมราวกับเธคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในจักรวาล ฟางเซียนไม่ผลักไส เธอแหงนเงยใบหน้าขึ้นสบตาเขา ความโกรธแค้นในอดีตและความหว้าเหว่ในปัจจุบันหลอมรวมเป็นความต้องการอันร้อนรุ่มที่โหยหาการปลอบประโลม ริมฝีปากของทั้งคู่ทาบทับเข้าหากันอย่างรวดเร็วดั่งไฟลามทุ่ง สัมผัสแรกเต็มไปด้วยความดุดันและเรียกร้อง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งวาบหวามที่ดึงดูดวิญญาณของกันและกัน ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ขณะที่มือหนาโอบกระชับเอวคิ้วคอดเข้าหาตัวจนแนบสนิทไร้ช่องว่าง เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากลำคอระหงเมื่อฝ่ามืออุ่นร้อนขององครักษ์หนุ่มลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าภายใต้ชุดอาภรณ์บางเบา ความร้อนจากกองเพลิงด้านนอกเทียบไม่ได้เลยกับความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ภายในกายของคนทั้งคู่ สัมผัสรุกเร้าและจุมพิตที่ดุดันแต่เปี่ยมด้วยความโหยหา ดึงพวกเขาร่วงหล่นลงสู่ห้วงมิติแห่งความเสน่หาที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ในความมืดมิดและกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง ฟางเซียนปล่อยให้ร่างกายและจิตใจถูกครอบงำด้วยสัมผัสอันเร่าร้อนของบุรุษผู้ยอมตายแทนเธอได้ หยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นสายสุดท้ายไหลรินลงข้างขมับ ก่อนจะถูกริมฝีปากร้อนของเฉินเหวินหลางจุมพิตซับให้อย่างอ่อนโยน เป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่เงียบงันว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีใครหน้าไหนทำร้ายนางได้อีก ทว่า... ในขณะที่บทเพลงรักอันเร่าร้อนกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด ท่ามกลางเสียงสะท้อนของเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญตำหนักเก่า เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงตะโกนก้องของราชองครักษ์หน้าตำหนักก็ดังแหวกอากาศเข้ามา "ฝ่าบาทเสด็จ...!" เฉินเหวินหลางชะงักกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่ฟางเซียนสะดุ้งสุดตัวและผลักร่างหนาออกห่างอย่างรวดเร็ว หญิงสาวหันขวับไปมองยังทางเดินมืดมิดเบื้องหน้า ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวดั่งจะหลุดออกมาจากอก แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่ามของ "ฮ่องเต้จ้าวหย่ง" อดีตสวามีผู้เย็นชาไร้หัวใจ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ดวงตาคมดุราวพญาอินทรีของพระองค์กวาดมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของฟางเซียนและเฉินเหวินหลางที่ยืนชิดกันอย่างมีพิรุธ และในวินาทีที่จ้าวหย่งกวาดสายตาเลยผ่านร่างของทั้งคู่ ไปหยุดอยู่ที่เด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบผู้หนึ่ง ที่วิ่งหนีออกมาจากมุมอับของซากตำหนักที่กำลังมอดไหม้เพื่อหาฟางเซียน... เด็กชายผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับองค์จักรพรรดิราวกับถอดพิมพ์เดียวกันอย่างไร้ที่ติ! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวังวนแห่งเพลิงแค้นนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%