"หากฝ่าบาททรงปรารถนาจะเหยียบย่ำเศษซากที่เหลืออยู่นี้ให้แหลกคามือ เช่นนั้นก็เชิญเถอะเพคะ... แต่ทรงจำเอาไว้ด้วย ว่าสิ่งที่พระองค์กำลังครอบครอง มีเพียงร่างที่ไร้ซึ่งวิญญาณ!"
สุ้มเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าทุกคำกลับคมกริบดั่งเศษแก้วที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของจักรพรรดิแห่งแคว้นจ้าว
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวปกคลุมตำหนักมังกรทอง กลิ่นกำยานราคาแพงลอยอวลปะปนกับกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าของฮ่องเต้จ้าวหย่ง พระเนตรคมกลาบกวาดมองร่างระหงที่ยืนตรงอย่างไม่เกรงกลัว ชายผ้าแพรเนื้อดีสั่นระริกเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง
ในค่ำคืนนี้ ทางรอดเดียวที่จะปกป้องชีวิตของเฉินเหวินหลาง องครักษ์เงาผู้กุมหัวใจและยอมแลกทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของนาง คือการที่นางต้องก้าวเข้ามาสู่กรงทองแห่งนี้ด้วยความยินยอม... ยอมจำนนต่อบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำนางอย่างไร้ความปรานี เพื่อแลกกับการละเว้นโทษทัณฑ์ของคนที่นางรัก
จ้าวหย่งแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏบนริมฝีปากหยักลึก ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกที่พยายามซ่อนเร้น พระองค์ก้าวเข้าหาช้าๆ ราวกับเสือร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม
"เจ้าคิดว่าข้าอยากได้แค่ร่างไร้วิญญาณอย่างนั้นหรือ ฟางเซียน..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นชิดริมฝีปาก ปลายนิ้วสอบอุ่นเอื้อมไปสัมผัสพวงแก้มเนียนนุ่มที่บัดนี้ไร้รอยยิ้มอย่างที่เคยเป็น "เจ้าบังคับให้ข้าต้องเลือกวิธีนี้... เจ้าเป็นคนผลักให้ข้ากลายเป็นปีศาจใจร้ายเองนะ"
"หม่อมฉันไม่เคยผลักไสผู้ใด เพคะ... มีแต่ฝ่าบาทต่างหากที่ผลักไสหม่อมฉันลงสู่ขุมนรกด้วยพระองค์เองมาเนิ่นนานแล้ว" นางเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาคู่สวยที่เคยเปี่ยมด้วยความรัก บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยแต่ไม่ยอมร่วงหล่น มันคือสายตาที่กรีดแทงหัวใจจ้าวหย่งให้เจ็บปวดเจียนตายยิ่งกว่าการถูกคมดาบซัดเข้าที่อกซ้าย
ความโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกผิด และความปรารถนาอันบ้าคลั่งหลอมรวมกันจนระเบิดออกมา จ้าวหย่งกระชากร่างบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นอกแนบชิดกับกายแกร่ง ริมฝีปากหนาทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี เป็นการจูบที่เปี่ยมด้วยความโหยหา การลงทัณฑ์ และการเรียกร้องสิทธิ์ที่เคยถูกปฏิเสธ
ฟางเซียนสะท้านเฮือก เปลือกตาสั่นระริก รสจูบที่บดขยี้ลงมาทั้งดุดันและเร่าร้อน แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดที่นางสัมผัสได้ผ่านลมหายใจร้อนผ่าวของอีกฝ่าย นางพยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อต่อต้าน ทว่าอุ้งมือแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กกลับตรึงท้ายทอยของนางไว้ บังคับให้อ้าปากรับสัมผัสวาบหวามที่รุกรานเข้ามาอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนเกี่ยวพันตวัดตักตวงความหวานล้ำที่นางพยายามปิดMกั้น รสชาติของความเค็มปร่าจากหยดน้ำตาที่ไหลรินผ่านมุมปากผสม Theปะปนไปกับความเร่าร้อนที่แผดเผาทุกสติสัมปชัญญะ
อาภรณ์ชั้นนอกถูกกระชากหลุดร่วงลงพื้นทีละชิ้นอย่างไร้ความทะนุถนอม ผิว1กายเนียนละเอียดสีไข่มุกยามต้องแสงเทียนสีส้มสลัวสะท้อนความงดงามที่เย้ายวนจนแทบหยุดหายใจ จ้าวหย่งผละริมฝีปากออกชั่วครู่เพื่อมองสำรวจเรือนร่างที่สั่นเทา พระเนตรคมเข้มลุกโชนด้วยไฟปรารถนาที่ยากจะควบคุม พระองค์ซุกพระพักตร์ลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยกุหลาบสีแดงเข้มเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ สัมผัสที่สลับระหว่างความรุนแรงและความอ่อนโยนชวนให้หัวใจปั่นป่วน
"ฝ่าบาท... อื้อ..." ฟางเซียนครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายทรยศต่อความตั้งใจด้วยการแอ่นรับสัมผัสวาบหวามนั้นอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ยามที่ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้า ปลุกเร้าไฟอารมณ์ที่มอดไหม้ให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
บรรยากาศภายในตำหนักอบอวลไปด้วยเสียงหอบหายใจกระชั้นชิด เสียงเนื้อกระทบกันแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงลมหายใจที่ร้อนรุ่ม ทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางคราบน้ำตาและความเจ็บปวดในอดีต จ้าวหย่งโอบกอดร่างบางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปในอากาศ ยามที่บทเพลงรักดำเนินไปถึงจุดสูงสุด ความเร่าร้อนและรุนแรงได้แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่บีบคั้นหัวใจ ฟางเซียนจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างของอดีตสวามี ปล่อยให้น้ำตารินไหลอาบแก้มในยามที่ร่างกายและจิตใจถูกพรากเอาอิสรภาพไปจนหมดสิ้น นางยอมจำนน... ยอมจำนนต่อโชคชะตา เพื่อให้คนที่นางรักยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ แสงเทียนเริ่มมอดดับลงเหลือเพียงความเงียบงัน ฟางเซียนนอนทอดกายอยู่บนแท่นบรรทมอันกว้างใหญ่ ดวงตาสีดำสนิทเหม่อมองเพดานตำหนักด้วยความว่างเปล่า ร่างกายระบมไปทั่วทุกสัดส่วน ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังน้อยนักเมื่อเทียบกับความเจ็บปวดในใจ
จ้าวหย่งในยามนี้ไม่ได้ละสายตาไปไหน พระองค์นอนตะแคงข้าง ใช้พระنيตย์มองใบหน้าอันงดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา มือหนายื่นออกไปหมายจะเกลี่ยปอยผมที่ระกรอบหน้าให้อย่างอ่อนโยน ทว่าฟางเซียนกลับเบือนหน้าหนีทันทีโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ความเจ็บปวดแปลบปลาดแล่นริ้วขึ้นในอกของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสสิ่งใดเพื่อบรรเทาความร้าวฉาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงรายงานจากขันทีคนสนิทที่สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! องครักษ์เฉิน... องครักษ์เฉินลักลอบพาตัวเด็กชายคนหนึ่งหลบหนีออกจากคุกหลวง แต่ทว่า... ทว่า..."
จ้าวหย่งขมวดพระขนมเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ตรัสถามเสียงกร้าว "มีอะไรก็ว่ามา! อย่าอึกอัก!"
ขันทีผู้นั้นลนลานคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาทั้งตัว ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทั้งฮ่องเต้และอดีตพระชายานิ่งสนิท ราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี
"เด็กชายคนนั้น... หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับฝ่าบาทราวกับพิมพ์เดียวกันพ่ะย่ะค่ะ! และในมือของเด็กน้อย... มีป้ายหยกประจำตัวของพระชายาฟางเซียนตกอยู่พ่ะย่ะค่ะ!"
มิคายามวิกาลหวังว่าทุกท่านจะใจเต้นระรัวและร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมอันพลิกผันนี้นะคะ
องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 12
รอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!