องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 13

ความอาฆาตในชุดคลุมหรู

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาในตำหนักบูรพาช่างหอมหวานจนน่าคลื่นไส้... หอมหวานราวกับยาพิษเคลือบน้ำผึ้งที่จงใจหยดลงบนบาดแผลเน่าเฟะ เพื่ออำพรางกลิ่นอายแห่งความเน่าเฟะภายในรั้ววังหลังแห่งนี้ หลินฟางเซียนยกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องขาวขึ้นจิบช้าๆ ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้ร่มผ้าปักลายหงส์ทองแตะสัมผัสขอบถ้วยอย่างแผ่วเบา สายตาของนางทอดมองภาพความวุ่นวายเบื้องล่างผ่านหน้าต่างบานแกะสลักอย่างใจเย็น เบื้องหน้าของนางคือหมากกระดานใหญ่ที่นางเป็นผู้ชักใย ทุกก้าวเดินของสนมเอกตระกูลอวี้ล้วนอยู่ในสายตา และทุกความพินาศที่กำลังจะมาถึง ก็ถูกคำนวณไว้อย่างแม่นยำรา과จับวาง "ดูเหมือนว่าสนมเอกอวี้จะเริ่มร้อนรนจนนั่งไม่ติดแล้วสินะเพคะ... ข่าวเรื่องที่นางแอบลักลอบส่งจดหมายลับไปยังค่ายทหารชายแดนเริ่มแพร่สะพัดไปถึงหูของเหล่าเสนาบดีฝ่ายซ้ายแล้ว" เสียงกระซิบอันแผ่วเบาของนางกำนัลคนสนิทดังขึ้นข้างกาย แต่ฟางเซียนหาได้ใส่ใจไม่ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างงดงาม ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ "ปล่อยให้นางดิ้นรนไปเถอะ... คนที่เคยเหยียบย่ำผู้อื่นจนจมดิน เมื่อถึงคราวที่กรรมตามสนอง ย่อมดิ้นรนน่าสมเพชเช่นนี้เสมọ" ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชา ดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ "ตระกูลอวี้เรืองอำนาจมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องจ่ายต้นทุนพร้อมดอกเบี้ยคืนให้สาสม" ทว่า ในขณะที่หมากเกมกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ความเงียบงันภายในห้องบรรทมส่วนตัวก็ถูกทำลายลงด้วยสัมผัสคุ้นเคยที่โอบกอดมาจากด้านหลัง วงแขนแข็งแกร่งของบุรุษผู้หนึ่งรวบเอวบางของนางเข้าหาแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างซอกคอขาวผ่องทำให้ฟางเซียนชะงักไปเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ขัดขืน เฉินเหวินหลาง... องครักษ์ผู้เงียบขรึมและยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งวิญญาณเพื่อปกป้องนาง "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ ฟางเซียน" เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมใบหู เรียวปากของเขาไล้จูบเบาๆ บนลาดไหล่เปลือยเปล่าที่โผล่พ้นชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดี ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาตัดกับความเย็นชาในจิตใจของนางอย่างสิ้นเชิง "หากฮ่องเต้ทรงระแคะระคายเรื่องนี้ขึ้นมา... เจ้าจะตกอยู่ในอันตราย" ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ นางเอียงคอเล็กน้อยปล่อยให้ริมฝีปากอุ่นจัดของชายหนุ่มไล้เลียซอกคอระหง ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มติดขัดเมื่อสัมผัสลึกซึ้งเริ่มชี้นำอารมณ์ ปลายจมูกโด่งคมของเหวินหลางสูดดมความหอมหวานจากเรือนร่างของนางราวกับคนกระหายน้ำ มือหนาสอดลูบไล้ใต้ร่มผ้าเนื้อนุ่ม บีบเคล้นความนุ่มหยุ่นอย่างเอาแต่ใจจนฟางเซียนต้องหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความวาบหวาม "อันตรายงั้นหรือ..." ฟางเซียนหันกลับมาเผชิญหน้า มือเรียวบางจิกเข้าที่ปกเสื้อขององครักษ์หนุ่ม ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววดุดันและเย้ายวนในคราเดียวกัน "ข้าเคยสูญเสียทุกอย่างมาหมดแล้ว เฉินเหวินหลาง... ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ มีไว้เพื่อการแก้แค้นเท่านั้น หากข้าต้องตายในกองเพลิงแห่งความแค้นนี้ ข้าก็จะลากพวกมันลงนรกไปกับข้าด้วยทั้งหมด!" คำพูดที่เปี่ยมด้วยความอาฆาตมาดร้ายนั้นหาได้ทำให้เหวินหลางหวาดกลัวไม่ กลับกัน มันยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวบุรุษหนุ่มให้พุ่งพล่าน ดวงตาคมกริบทอดมองนางด้วยความลุ่มหลงและเวทนาในคราเดียวกัน ก่อนที่เขาจะอุ้มร่างระหงขึ้นแนบอกแล้วก้าวตรงไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ในมุมมืดของห้อง อาภรณ์หรูหราถูกปลดเปลื้องออกทีละชิ้น ร่างกายเปลือยเปล่าที่แนบชิดกันก่อให้เกิดคลื่นความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วผิวสัมผัส ริมฝีปากหนาประกบจูบริมฝีปากบางเฉียบ บดขยี้อย่างเร่าร้อนและเอาแต่ใจ เรียวลิ้นร้อนล้ำเกี่ยวพันตักตวงความหวานล้ำจนฟางเซียนต้องส่งเสียงครางฮือในลำคอด้วยความสั่นสะท้าน มือเรียวทุบลงบนแผงอกกว้างของเขาเบาๆ เป็นเชิงประท้วงความเอาแต่ใจ แต่เหวินหลางกลับยิ่งตรึงข้อมือของนางไว้เหนือศีรษะด้วยมือข้างเดียว สัมผัสที่ลูบไล้ไปทั่วทุกสัดส่วนเรือนร่างเต็มไปด้วยความโหยหาและอารมณ์ปรารถนาอันดิบเถื่อน เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดเคล้าคลอไปกับเสียงเนื้อกระทบกันในความเงียบยามวิกาล ความเจ็บปวดในอดีตถูกหลอมละลายไปกับหยาดเหงื่อและความสุขสมทางอารมณ์ที่โถมซัดเข้าใส่ราวกับคลื่นพายุ ฟางเซียนแอ่นกายรับสัมผัสวาบหวามนั้นด้วยความเต็มใจ ยอมจำนนต่อไฟสิเน่หาที่แผดเผาทั้งร่างกายและจิตใจให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน เนิ่นนานกว่าพายุอารมณ์จะสงบลง... ฟางเซียนนอนหอบหายใจอยู่บนอกกว้างของเหวินหลาง นิ้วเรียวไล้ไปตามแผลเป็นบนแผงอกของเขาอย่างเหม่อลอย ขณะที่ดวงตายังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความมุ่งมั่น แผนการทำลายตระกูลอวี้ดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้ว เหลือเพียงก้าวสุดท้ายที่นางจะต้องเผชิญหน้ากับอดีตสวามีผู้โง่เขลา ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะคืนกลับมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงทุบประตูตำหนักด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะอย่างรุนแรง! "พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขันทีหน้าตำหนักร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงหลง "ฝ่าเสด็จ... ฝ่าบาทเสด็จมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ! ตอนนี้ทรงประทับอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าแล้ว!" ฟางเซียนผุดลุกขึ้นนั่งทันที ความตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาคู่สวยชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ขณะที่เฉินเหวินหลางรีบดึงผ้าห่มมาคลุมกายให้นางพร้อมกับชักกระบี่ข้างกายออกมารอรับสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ ประตูด้านนอกถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ... และร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่ามของจักรพรรดิ์จ้าวหย่ง ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าม่านโปร่งแสง ดวงตาคมกริบทรงอำนาจคู่นั้นกวาดมองเข้ามาในความสลัว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของนาง พร้อมกับประโยคที่ทำให้ลมหายใจของฟางเซียนแทบหยุดชะงัก "ฟางเซียน... เจ้าซ่อนอะไรไว้หลังม่านนั้นกันแน่?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์อันเชี่ยวกรากนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ --- "มิคายามวิกาล"
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%