องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 9

เครื่องประดับที่หลอกตา

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
"หากสนมเอกสุ่ยเย่ว์เซียนยังคงแย้มยิ้มได้ระรื่นเช่นนี้ เกรงว่ากลิ่นอายความตายคงยังมาไม่ถึงตัวนางสินะเพคะ... พระชายา" เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงพึมพำของปีศาจยามวิกาลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักบูรพา หลินฟางเซียนนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้งหยกขาว ปลายเรียวนิ้วของนางบรรจงหมุนปิ่นปักผมไข่มุกราตรีอย่างใจเย็น นัยน์ตาหงส์คู่นั้นสะท้อนประกายความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งพันปี ที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตให้แหลกสลายคามือ ยามนี้วังหลังเปรียบเสมือนกระดานหมากรุกนองเลือด และสุ่ยเย่ว์เซียน สนมเอกผู้เย่อหยิ่งลำพองใจในความโปรดปรานของฮ่องเต้จ้าวหย่ง ก็คือเบี้ยตัวสำคัญที่นางตั้งใจจะถอนรากถอนโคนในคืนนี้ "ความเย่อหยิ่งคืออาวุธที่โง่เขลาที่สุดของสตรีเพศ..." ฟางเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นประสาทผู้ฟังยิ่งนัก นางเหลือบมองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง ใบหน้างดงามที่เคยเศร้าสร้อยและเปี่ยมด้วยคราบน้ำตาในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความงามสง่า เย็นชา และไร้หัวใจโดยสิ้นเชิง เฉินเหวินหลาง องครักษ์หนุ่มผู้เงียบขรึม ก้าวออกมาจากความมืดมิดของมุมห้อง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาปกคลุมแผ่นหลังบางของนางไว้ราวกับเกราะคุ้ม1กัน ดวงตาคมกราบดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองฟางเซียนด้วยความภักดีที่ลึกล้ำเกินกว่าใครจะหยั่งถึง แม้เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางกำลังจะกระทำนั้นเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบอาบยาพิษ แต่ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง เหวินหลางก็ยินยอมพร้อมใจที่จะแปดเปื้อนเลือดชะโลมแผ่นดินนี้เคียงข้างนาง "ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ... ยาพิษไร้ลักษณ์ถูกผสมลงในชาสมุนไพรบำรุงครรภ์ที่สนมเอกสุ่ยโปรดปรานเป็นพิเศษ คืนนี้ นางจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่เคยพรากทุกสิ่งไปจากพระองค์" เสียงทุ้มต่ำของเหวินหลางเอ่ยลอดไรฟันด้วยความเคารพอย่างสูง ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขสำราญ มีเพียงความขื่นขมและความสะใจที่ผสมปนเปกันจนน่ากลัว นางลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมปักลายหงส์ทองสะบัดไหวตามจังหวะการก้าวเดิน กลิ่นหอมเย้ายวนของดอกกุหลาบแดงฟุ้งกระจายอบอวลทั่วห้องนอน ทว่าภายใต้กลิ่นหอมนั้นกลับซ่อนเร้นกลิ่นอายของความตายเอาไว้ ในขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในตำหนักของสนมเอกสุ่ยเย่ว์เซียนกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเยาะเย้ย สุ่ยเย่ว์เซียนในชุดคลุมผ้าแพรต่วนสีแดงสดกำลังนั่งจิบชาอุ่นๆ ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง นางคิดเสมอว่าตนเองคือผู้ชนะที่กุมหัวใจของโอรสสวรรค์ไว้ในกำมือ โดยหลงลืมไปสนิทว่ากุหลาบงามยิ่งมีหนามแหลมคมที่พร้อมจะทิ่มแทงมือของผู้ที่เอื้อมไปเด็ดมัน "ฮ่าๆๆ นังฟางเซียนผู้นั้น ป่านนี้คงกำลังนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในตำหนักเย็นที่หนาวเหน็บแล้วกระมัง กล้าดียังไงมาแย่งความสนใจไปจากเปิ่นกง!" สุ่ยเย่ว์เซียนเอ่ยด้วยความลำพองใจ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบจนหมดสิ้น ทว่า... เพียงชั่วพริบตาเดียว รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าอันงดงามก็แข็งค้าง ดวงตาเบิกโพ้าง ความเจ็บปวดราศีกระชากวิญญาณแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับมีเข็มนับพันเล่มกรีดแทงเข้าที่หัวใจ เลือดสีดำคล้ำกระอักพุ่งออกมาจากริมฝีปากที่เคยแย้มยิ้มเยาะเย้ย ถ้วยชาหยกหลุดจากมือร่วงหล่นแตกกระจายเกลื่อนพื้น "อะ... อะไรกัน... ชานี่มัน... อึก!" สุ่ยเย่ว์เซียนทรุดฮวบลงกับพื้นห้อง ลมหายใจติดขัด ดวงตาแดงก่ำด้วยความทรมานสุดขีด นางตะเกียกตะกายร้องขอความช่วยเหลือ แต่มือที่เอื้อมออกไปกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ประตูห้องบรรทมถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างระหงของหลินฟางเซียนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ เหยียบย่างผ่านเศษถ้วยชาแตกด้วยความมั่นคง แววตาของนางที่มองลงมายังสนมเอกผู้กำลังดิ้นรนทุรนทุรายนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาอย่างถึงที่สุด "เจ็บปวดมากใช่ไหมเพคะ... สนมเอกสุ่ย" ฟางเซียนย่อกายลงกระซิบข้างใบหูของสตรีที่นอนหายใจรวยริน "ความรู้สึกที่ถูกพรากทุกสิ่งไปในพริบตา... มันช่างหอมหวานเสียจริงว่าไหมเพคะ?" สุ่ยเย่ว์เซียนเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เมื่อตระหนักได้ว่านี่คือแผนการแก้แค้นอันเลือดเย็นของสตรีที่นางเคยเหยียบย่ำ แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว ลมหายใจของนางค่อยๆ แผ่วเบาลง ร่างกายกระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่งสนิทไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณบนพื้นพรมสีเลือด ฟางเซียนยืนขึ้นอย่างไม่แยแส ปลายกระโปรงปัดผ่านร่างไร้ลมหายใจนั้นอย่างไร้ความปรานี ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของนางกำลังพองโตด้วยชัยชนะอันหอมหวานและสะใจ แรงดึงกระชากอันทรงพลังจากด้านหลังก็ดึงร่างของนางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอันคุ้นเคยของเฉินเหวินหลาง สัมผัสแนบชิดที่ร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความตึงเครียดทำให้ลมหายใจของฟางเซียนสะดุดกักขัง เหวินหลางก้มลงมองสตรีในอ้อมแขนด้วยนัยน์ตาดำขลับที่ลุกโชนด้วยไฟปรารถนาและห้วงอารมณ์ที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน ความตื่นเต้นจากกลิ่นอายความตายและความสำเร็จเมื่อครู่ หลอมรวมเข้ากับความเร่าร้อนของสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้า มือหนาขององครักษ์หนุ่มรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าประชิดแนบแน่นอย่างไร้ช่องว่าง ริมฝีปากร้อนผ่าวทาบทับลงมาบดขยี้เรียวปากอิ่มของฟางเซียนอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งดุดันและโหยหาทำให้นางแทบละลายคาอ้อมอก มือเรียวเล็กจิกกำเสื้อคลุมของเขาแน่นเพื่อระบายความวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง ลมหายใจหอบกระชั้นประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายคาวเลือดและความหอมหวานของกุหลาบมรณะ มันคือสัมผัสของผู้ใหญ่ที่ยินยอมพร้อมใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและเร่าร้อนจนแทบแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้... ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่ผละออกจากกันด้วยความอาลัยอาวรณ์ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก "ใต้เท้า... ฝ่าบาทเสด็จ!" ขันทีหน้าห้องแผดเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนก และก่อนที่ฟางเซียนกับเหวินหลางจะได้ทันตั้งตัว ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดผางออกอย่างแรง ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้จ้าวหย่งก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยพระพักตร์ที่ซีดเผือด ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างไร้วิญญาณของสนมเอกสุ่ยเย่ว์เซียน ก่อนจะหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ภาพของอดีตพระชายาหลินฟางเซียน ที่ยืนแนบชิดอยู่กับองครักษ์คู่ใจในมุมมืดของห้อง ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุม ราวกับเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ มิคายามวิกาลหวังว่าทุกท่านจะตื่นตะลึงและใจเต้นระรัวกับแผนการอันแยบยลและความสัมพันธ์ที่ดุเดือดนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%