องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 10

ความลับใต้แสงเทียน

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
เปลวเทียนสีอำพันสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก ทอดเงายาวทาบทับใบหน้างดงามที่ไร้ซึ่งรอยยิ้มของหลินฟางเซียน ในห้องบรรทมส่วนตัวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชาดอกไม้ป่าผสมผสานกับกลิ่นกายบุรุษอันคุ้นเคย ความเงียบงันกลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขา ทว่าไม่มีความหวาดกลัวใดหลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้นอีกแล้ว มีเพียงประกายแสงแห่งความร้าวรานที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้กำแพงน้ำแข็งหนาทึบ เฉินเหวินหลางคุกเข่าลงเบื้องหน้าingนาง มือหนาที่ผ่านการถือกระบี่และคราบเลือดมานักต่อนักบัดนี้สั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปสัมผัสชายอาภรณ์เนื้อดีของอดีตพระชายา ดวงตาคมกริบที่เคยเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว บัดนี้กลับฉายแววเจ็บปวดเจียนตายยามที่เงยขึ้นสบตาคู่ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทางจิตวิญญาณ "เหตุใด... จึงไม่ยอมบอกกระหม่อมตั้งแต่แรกเล่าพ่ะย่ะค่ะ... ฟางเซียน" เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบสั่นพร่าจนแทบขาดใจ ฟางเซียนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข เต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความสมเพชเวทนา นางก้มมองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดองครักษ์ผู้ไร้ใจ แต่กลับกำลังหลั่งน้ำตาให้แก่ซากปรักหักพังของนางในยามนี้ "บอกท่านหรือ? เพื่อประโยชน์อันใดเล่า เฉินเหวินหลาง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งที่กรีดแทงลงบนหัวใจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ในวันที่ข้าถูกจองจำในตำหนักเย็น ถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงไร้ค่า ในวันที่เลือดในกายของข้าไหลรินจนย้อมแผ่นศิลาให้กลายเป็นสีแดงฉาน... เจ้าอยู่ที่ใด? เจ้าก็เป็นเพียงเงาผู้ภักดีที่ทำตามแต่รับสั่งของบุรุษผู้เหี้ยมโหดผู้นั้นไม่ใช่หรือ?" คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่พุ่งปักอกเหวินหลาง เขาจำนนต่อความจริง ไม่กล้าแม้แต่จะหลบสายตาคู่นั้น ความผิดบาปในอดีตกัดกินขั้วหัวใจจนแทบกระอักโลหิต "กระหม่อมสมควรตาย..." เขาเอuสبด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ยอมก้มศีรษะแนบลงกับพื้นแทบเท้าของนาง "กระหม่อมมันตาบอด หูหนวก ไร้ซึ่งปัญญาปกป้องคนที่สำคัญที่สุด... ทว่าบัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระหม่อมกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการทรยศบัลลังก์ การหันหลังให้ฮ่องเต้... ล้วนทำเพื่อไถ่บาปให้ท่านทั้งสิ้น ฟางเซียน ได้โปรด... ลงทัณฑ์กระหม่อมเถิด แต่อย่าได้ใช้สายตาที่ว่างเปล่ามองมาที่ข้าเช่นนี้เลย" น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคมเข้มกระทบหลังมือขาวผ่องของนาง ฟางเซียนชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานราวกับถูกกระชากด้วยเรียวเล็บอันแหลมคม ความเจ็บปวดในอดีตที่นางพยายามฝังกลบไว้ผุดขึ้นมาหายใจรดต้นคออีกครั้ง ภาพความหนาวเหน็บในตำหนักเย็น ภาพเด็กน้อยที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก และความโหดร้ายของจ้าวหย่งอดีตสวามีผู้โง่เขลา ทุกอย่างไหลวนซ้ำราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ ทว่าสัมผัสจากมือหนาที่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาประคองเรียวหน้าของนางอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะเป็นเพียงภาพลวงตา กลับดึงสตินางให้กลับคืนมา ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวแก้วเนียนนุ่ม สั่นคลอนกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นด้วยความยากลำบาก เหวินหลางขยับกายเข้าประชิด ร่างกายกำยำบดบังแสงเทียนจนเกิดเป็นเงาทอดทับร่างระหง ดวงตาคู่นั้นลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนาอันบ้าคลั่งผสมผสานกับความสำนึกผิดที่ล้นปรี่ "ท่านเกลียดข้าได้... ลงทัณฑ์ข้าได้ตามใจปรารถนา..." ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์อันรุนแรง "แต่โปรดอย่าผลักไสข้าให้หลุดลอยไปจากชีวิตท่านอีกเลย... ฟางเซียน ข้าขอร้อง" ระยะห่างระหว่างทั้งสองถูกย่นย่อจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาอย่างไร้การลังเล เป็นรสจูบที่ไม่ได้มีความอ่อนหวานละมุนละไม หากแต่เต็มไปด้วยความโหยหา ร้าวราน และการวิงวอนขอชีวิตจากหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจ ฟางเซียนเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางพยายามจะขัดขืนและผลักไส แต่มือหนากลับรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาแนบชิด จนแผ่นอกแกร่งแนบสนิทกับปทุมถันอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์ แรงปรารถนาที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจนับแรมปีปะทุขึ้นราวกับลาวาใต้พิภพ รสจูบเปลี่ยนจากความนุ่มนวลเป็นความเร่าร้อนดุดัน ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ฟางเซียนส่งเสียงครางประท้วงในลำคอ ร่างกายอ่อนยวบลงด้วยพิษสวาทที่เขาจงใจปลุกปั่น มือเรียวที่เคยผลักไสบัดนี้เปลี่ยนเป็นจิกขยุ้มลงบนบ่ากว้างของเขาเพื่อระบายความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง อาภรณ์ทีละชิ้นถูกปลดเปลื้องออกด้วยความเร่งร้อนภายใต้แสงเทียนวับแวม ผิวGกายเนียนละเอียดดั่งหยกขาวตัดกับรอยแผลเป็นจางๆ บนแผ่นหลังของนาง ยิ่งทำให้เหวินหลางรู้สึกราวกับหัวใจถูกกรีดด้วยความสำนึกผิด เขาพรมจูบไปทั่วลาดไหล่เนียน ซอกคอหอมกรุ่น และยอดปทุมถันที่ชูชันสั่นไหวด้วยแรงอารมณ์ "อ๊ะ... เหวิน... หลาง..." เสียงหวานหลุดลอดริมฝีปากออกมาระหว่างความสุขสมที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย สัญชาตญาณดิบเถื่อนและความอ่อนโยนหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในค่ำคืนนี้ การสอดประสานดำเนินไปอย่างดุเดือดและลึกซึ้ง ทุกสัมผัสคือการสารภาพบาป ทุกหยาดเหงื่อคือการไถ่ถอนความผิดพลาดในอดีต ร่างสองร่างโอบกอดเกี่ยวกระหวัดกันท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่ประสานกันเป็นจังหวะเร่าร้อน ราวกับต้องการหลอมรวมวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อลบล้างคราบน้ำตาและความโหดร้ายทั้งหมดที่โลกใบนี้เคยกระทำต่อพวกเขาทั้งคู่ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งเปลวเทียนมอดดับลง เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องบรรทม ฟางเซียนนอนหอบหายใจอยู่บนเตียงกว้างโดยมีร่างหนาของเหวินหลางนอนกอดก่ายแนบชิด ลมหายใจสม่ำเสมอของเขาสะท้อนว่าชายหนุ่มได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วจากความเหนื่อยอ่อน นางหลับตาลง พยายามจัดระเบียบความคิดและหัวใจที่กำลังสับสนวุ่นวายของตนเอง ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเคลิ้มหลับตามไปนั้นเอง... *ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นจากด้านนอกห้อง ตามด้วยเสียงกระซิบอันคุ้นเคยของบ่าวรับฝากข่าวที่ทำให้เลือดในกายของฟางเซียนเย็นเฉียบลงชั่วขณะ "คุณหนูเจ้าคะ... สายรายงานด่วนจากตำหนักหลวง... ฝ่าบาททรงพบเบาะแสของเด็กชาย... เด็กชายที่มีอายุและรูปโฉมละม้ายคล้ายคลึงกับ... กับท่านองครักษ์เหวินหลาง และเวลานี้... ฝ่าบาทกำลังเสด็จมาที่นี่ด้วยพระองค์เองเจ้าค่ะ!" มิคายามวิกาลหวังว่าทุกท่านจะใจเต้นระรัวและร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมอันพลิกผันนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%