กลิ่นอายกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ภายในตำหนักบูรพาไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศเบื้องหน้าผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสองกลับหนักอึ้งราวกับมีภูเขาน้ำแข็งนับพันลูกกดทับลงบนทรวงอก
หลินฟางเซียนนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม เรือนร่างระหงในอาภรณ์สีนวลสะท้อนกับแสงตะเกียงวับแวว ท่าทีของนางเยือกเย็นและห่างเหิน ราวกับมองอากาศธาตุเบื้องหน้า ทั้งที่บุรุษผู้กำลังคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งบนพื้นพรมขนสัตว์คือ "โอรสสวรรค์" ผู้กุมชะตากรรมของคนทั้งแผ่นดิน
"เจ้ายังโกรธเราอยู่สินะ... ฟางเซียน"
สุ้มเสียงของจักรพรรดิ์จ้าวหย่งแหบพร่าและสั่นเครืออย่างที่ไม่มีข้าราชบริพารคนใดในวังหลวงเคยได้ยินมาก่อน พระพักตร์ที่เคยคมคายและเปี่ยมด้วยอำนาจ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอย่างน่าสมเพช ร่างสูงใหญ่ที่เคยประทับอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น ยามนี้กลับยอมลดตัวลงต่ำ เพียงเพื่อหวังจะสบตาหญิงสาวที่ตนเคยเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
ฟางเซียนยกจชาขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กรีดแท้งEgoของอดีตสวามีอย่างไร้ความปรานี รสชาติขมปร่าของชาในโพรงปากช่างคล้ายคลึงกับรสชาติชีวิตที่นางเคยได้รับในตำหนักเย็นแห่งนั้น
"ฝ่าบาททรงตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสนมไร้ชื่อเสียงผู้หนึ่ง หาญกล้าที่ไหนไปโกรธเคืองพระพักตร์อันสูงส่งของโอรสสวรรค์" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ช่างบาดลึกยิ่งกว่าคมมีด
จ้าวหย่งสะท้านเฮือก หัวใจของเขาเจ็บปวดร้าวรานราวกับถูกไฟแผดเผา คำพูดตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความเหน็บแนมนี้เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกคมดาบแทงเข้าที่ขั้วหัวใจ ยามนี้เขาเพิ่งตระหนักว่า... สิ่งที่เขาทำลายลงด้วยมือของตนเองในอดีต คือดวงใจที่บริสุทธิ์และล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า
"เราโง่เขลาเอง... เรามันตาบอด" จ้าวหย่งขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างสูงเอื้อมมือสั่นเทาหมายจะแตะต้องเรียวแขนกลมกลึง แต่นางกลับเบี่ยงกายหลบราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ "เรารู้ว่าคำขอโทษนับหมื่นครั้งก็ไม่ล้างความผิดบาปที่เคยทำไว้ แต่ฟางเซียน... ได้โปรด ให้โอกาสเราได้ไถ่บาป ให้เราได้ดูแลเจ้าและลูก... เหมือนที่สามีภรรยาพึงกระทำเถิด"
"สามีภรรยา?" ฟางเซียนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดหยันและความเจ็บปวดระคนกัน "ในวันที่หม่อมฉันอุ้มท้องลูกที่ตายจากไปอย่างโดดเดี่ยว ในวันที่ฝ่าบาททรงประทานยาพิษและไล่ไสส่งหม่อมฉันราวกับสุนัขตัวหนึ่ง ฝ่าบาททรงเคยตรึกตรองถึงคำว่าสามีภรรยาบ้างหรือไม่เพคะ?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ จ้าวหย่งหน้าถอดสี เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงแนบพื้น ร่างของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรม พระองค์พุ่งเข้าคว้าเรียวหัตถ์ของนางมากุมไว้แนบพระ,
"เรายอมแล้ว... ฟางเซียน เรายอมทุกอย่างแล้ว ได้โปรด ลงโทษเรา เฆี่ยนตีเรา หรือเอาชีวิตเราไปเสียยังจะดีกว่า หากเจ้าจะทำตัวห่างเหินและใช้สายตาดั่งคนแปลกหน้ามองเราเช่นนี้!"
สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาที่กุมมือของนางไว้สั่นระริก ลมหายใจที่รดรินอยู่ใกล้ทำให้บรรยากาศรอบกายเริ่มร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด ความโกรธแค้น ความเกลียดชัง และความปรารถนาอันลึกซึ้งที่ถูกกดทับไว้เนิ่นนาน กำลังปั่นป่วนตีรวนอยู่ในอกของฟางเซียน
นางก้มมองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมสยบแทบเท้า ยามนี้เขามิใช่ฮ่องเต้ผู้เย็นชาอีกต่อไป แต่เป็นเพียงชายผู้สำนึกผิดที่กำลังร่ำไห้อย่างน่าเวทนา
"หากฝ่าบาททรงปรารถนาจะไถ่บาปนัก..." ฟางเซียนโน้มใบหน้าลงกระซิบแผ่วเบa ริมฝีปากอิ่มสีชาดคลี่ยิ้มเย้ายวนแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย "ก็จงใช้ร่างกายและวิญญาณของพระองค์... ชดใช้ความเจ็บปวดที่หม่อมฉันเคยได้รับมาทั้งหมดสิเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น จ้าวหย่งราวกับได้รับประกาศิตสวรรค์ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนาและแรงตัณหาที่ถูกปลุกเร้า พระองค์ดึงร่างบางเข้าหาอ้อมอกทันทีอย่างไร้การลังเล ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบลงบนเรียวปากอิ่มของนางอย่างดุดันและโหยหา ราวกับคนใกล้ตายที่ได้พบหยาดน้ำ
ฟางเซียนไม่ขัดขืน นางปล่อยให้เขาตักตวงความหวานล้ำจากริมฝีปากของตน รสจูบที่ทั้งร้อนแรง บ้าคลั่ง และเจือด้วยหยาดน้ำตาทำให้ห้องทั้งห้องอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่วาบหวามและบีบคั้นหัวใจ มือหนาของจ้าวหย่งลูบไล้ไปตามสรีระโค้งเว้าภายใต้อาภรณ์เนื้อดี ความโหยหาที่สะสมมาแรมปีระเบิดออกในสัมผัสที่ทั้งดุดันและอ่อนโยนในคราเดียวกัน
อาภรณ์ทีละชิ้นถูกปลดเปลื้องออกท่ามกลางแสงเทียนที่ไหวระริก ผิวเนียนนุ่มดั่งหยกขาวของฟางเซียนปรากฏแก่สายตาของจักรพรรดิผู้คลั่งไคล้ จ้าวหย่งก้มลงพรมจูบไปทั่วลาดไหล่เนียน ซอกคอหอมกรุ่น และเนินอกอวบอิ่มอย่างลุ่มหลง เสียงครางผ่าวต่ำในลำคอของบุรุษผู้ทรงอำนาจผสมผสานกับเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของหญิงสาว
ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยแรงแค้นและความโหยหาถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในค่ำคืนอันเร่าร้อน สัมผัสแนบชิด การสอดประสาน และลมหายใจที่กระชั้นกระอัก สะท้อนถึงความเจ็บปวดในอดีตที่ถูกปลดปล่อยผ่านความสุขสมทางอารมณ์อันลึกล้ำ ทุกหยาดเหงื่อและทุกอณูสัมผัสคือการลงทัณฑ์และในขณะเดียวกันก็คือการโอบกอด
ท่ามกลางความเงียบงันและเงาตะคุ่มของม่านราตรีที่เคลื่อนคล้อย...
ในขณะที่ทั้งสองร่างยังคงเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นด้วยแรงปรารถนาอันดุเดือด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้นแผ่วเบาที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงเคาะเบาๆ ที่ทำให้ฟางเซียนชะงักกึก
"ท่านแม่... ลูกทำดอกไม้ตกตรงนี้ค่ะ"
น้ำเสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงตัวน้อยดังเล็ดลอดเข้ามาผ่านรอยแง้มของประตู พร้อมกับเงาเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่ดันประตูก้าวเข้ามาในห้องนอนอย่างถือวิสาสะ โดยที่ดวงตาคู่โตและใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นถอดแบบมาจากใบหน้าของจ้าวหย่งและฟางเซียนราวกับหล่อออกมาจากพิมพ์เดียวกัน!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการแก้แค้นอันเร่าร้อนนี้ไปด้วยกันนะคะ
องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 20
คำสารภาพของสวามี
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!