กลิ่นอายกำยานนําเข้าจากแดนประจิมเผาไหม้จนส่งกลิ่นฉุนกึกอบอวลอยู่ภายในตำหนักบูรพา ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าความเร่าร้อนของควันไฟ กลับเป็นสายตาคู่คมของหลินฟางเซียนที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานแก้วเจียระไน นางไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยามเมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือฟางเซียน ว่าหมากตานี้จะไม่ย้อนกลับมาแว้งกัดเจ้า"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบของเฉินเหวินหลางดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหลังเสาไม้จันทน์ องครักษ์หนุ่มในชุดสีดำสนิทขยับกายเข้าประชิด ร่างกายของเขาสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ถูกฝึกฝนมาอย่างโชกโชน กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายแผ่ซ่านออกมาจนฟางเซียนต้องสูดหายใจเข้าลึก
"ถ้าไม่เดินหมากตานี้ ข้าก็คงต้องเป็นฝ่ายถูกเหยียบย่ำจนจมดินไปชั่วชีวิต... ท่านก็รู้ดีมิใช่หรือ เฉินเหวินหลาง" ฟางเซียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ดวงตาคู่สวยฉายแววเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างกันมีเพียงลมหายใจกั้น
ความเจ็บปวดในอดีตที่เคยถูกฮ่องเต้จ้าวหย่งทอดทิ้งและเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ยามเมื่อนางตั้งครรภ์แต่กลับถูกใส่ร้ายว่าเป็นหญิงไร้ยางอาย สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นโซ่ตรวนที่หล่อหลอมให้หญิงสาวผู้เคยอ่อนแอ กลายเป็นปีศาจร้ายในคราบโฉมสะคราญ นางวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว... รวมถึงการลวงให้สนมเอกผู้เย่อหยิ่งและโง่เขลาอย่าง 'มู่หรงอวี้' ก้าวเข้ามาติดกับดักที่นางขุดรอไว้
ก๊อกๆ...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามนัดหมาย เฉินเหวินหลางหายตัวไปในความมืดพริบตาเดียวราวกับภูตผี ฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าปอดปรับสีหน้าให้ดูตื่นตระหนกแกมหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้ผู้มาเยือนก้าวเข้ามา
บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างระหงของสนมเอกมู่หรงอวี้ในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองชั้นดี ทว่าใบหน้างามกลับบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและโกรธเกรี้ยว นางกวาดตามองฟางเซียนด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ดั่งมองเศษสวะ
"หลินฟางเซียน! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแอบส่งจดหมายไปหาฝ่าบาท!" มู่หรงอวี้แผดเสียงแหลมสูง พลางก้าวเข้ามาผลักไหล่บางของฟางเซียนจนเซถลาเกือบล้ม "เจ้าคิดจะกลับมาแย่งชิงตำแหน่งของข้าอย่างนั้นหรือ ฝ่าบาททรงลืมเจ้าไปนานแล้ว! สตรีไร้ค่าเช่นเจ้า เป็นได้แค่เครื่องรองรับอารมณ์ในอดีตเท่านั้น!"
ฟางเซียนแกล้งก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก น้ำตาปลอมๆ ถูกบีบออกมาคลอหน่วยดวงตาคู่งาม "พระสนมโปรดเมตตา... หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันเพียงแต่... เพียงแต่..."
"เพียงแต่อะไร!" มู่หรงอวี้ปรี่เข้าไปบีบคางฉ่ำน้ำของฟางเซียนอย่างแรงจนขึ้นรอยแดง "นั่นมันอะไร!" นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังกล่องไม้แกะสลักลวดลายประหลาดที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องประดับ ซึ่งข้างในบรรจุ "หยกต้องห้าม" ของราชสำนักแคว้นศัตรูที่เหวินหลางแอบนำมาวางไว้ตามแผน
นั่นคือสิ่งผิดกฎวังหลวงขั้นเด็ดขาด โทษทัณฑ์คือประหารเจ็ดชั่วโคตร!
"เจ... เจ้าซ่อนของต้องห้ามกบฏไว้ในตำหนัก!" มู่หรงอวี้หน้าถอดสีทันทีเมื่อหยิบหยกชิ้นนั้นขึ้นมาดูด้วยความตกใจ ความโลภและความอยากรู้อยากเห็นบังตา ทำให้นางลืมคิดไปว่าเหตุใดของอันตรายเช่นนี้จึงวางไว้อย่างเปิดเผย "ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปทูลฟ่าบาท! เจ้าต้องถูกประหารแน่นอน หลินฟางเซียน!"
มู่หรงอวี้กำหยกชิ้นนั้นแน่นในมือ หันหลังเตรียมจะวิ่งออกจากตำหนักเพื่อไปฟ้องฮ่องเต้จ้าวหย่ง ทว่า... ทันใดนั้นเอง ประตูตำหนักก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี
ร่างสูงสง่าของพระAาธิบดีแห่งแผ่นดิน ฮ่องเต้จ้าวหย่ง ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พระเนตรคมกราบดกราดมองสถานการณ์ภายในห้องด้วยความตกใจระคนตกตะลึง ด้านหลังคือเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ตามเสด็จนับสิบชีวิต
"ฝ่าบาท..." มู่หรงอวี้หน้าซีดเผือด นางรีบทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกับชูหยกในมือขึ้นทันที "ฝ่าบาททรงโปรดทอดพระเนตร! นังฟางเซียน... นางซ่อนของต้องห้ามกบฏไว้ในตำหนัก หม่อมฉันมาพบเข้าโดยบังเอิญเพคะ!"
จ้าวหย่งไม่ได้ชายตานองมู่หรงอวี้เลยแม้แต่น้อย พระเนตรสีนิลคู่นั้นกลับจับจ้องไปยังร่างบางของหลินฟางเซียนที่กำลังซบหน้าสะอื้นไห้อยู่บนพื้นอย่างน่าเวทนา หัวใจของจักรพรรดิผู้เย่อหยิ่งกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด สายตาที่ฟางเซียนใช้มองพระองค์ในยามนี้ช่างว่างเปล่าและเย็นชาเสียจนน่ากลัว
"ฝ่าบาท..." ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มเนียน ขับเน้นให้ใบหน้างดงามดูน่าทะนุถนอมและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน "หม่อมฉันถูกใส่ร้าย... พระสนมมู่หรงต่างหากเพคะที่เป็นคนนำมันออกมาจากอกเสื้อของนางเอง หม่อมฉันถูกกักบริเวณอยู่ที่นี่ จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาของพวกนี้มาได้เพคะ!"
"เจ้าโกหก! ข้าเห็นกับตาว่ามันอยู่บนโต๊ะของเจ้า!" มู่หรงอวี้กรีดร้องด้วยความสติแตก นางหันไปโวยวายใส่ฮ่องเต้ "ฝ่าบาททรงเชื่อมนังสารเลวนี้หรือเพคะ! สั่งประหารมันเดี๋ยวนี้!"
"หุบปาก!" เสียงคำรามต่ำลึกจากพระโอษฐ์ของจ้าวหย่งดังก้องไปทั่วตำหนัก บรรยากาศกดดันแผ่ซ่านจนทุกคนต้องหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ฮ่องเต้ก้าวเข้าไปใกล้ หทัยเต้นรัวระรัวเมื่อเห็นรอยแดงที่คางของฟางเซียน พระองค์รู้ทันทีว่ามู่หรงอวี้โง่เขลาเกินกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่ใครบางคนขุดเอาไว้
และ "ใครบางคน" คนนั้น... ก็จงใจใช้มู่หรงอวี้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง เพื่อลากความผิดมาให้สนมเอกตกเป็นกบฏเสียเอง!
ฟางเซียนแอบชำเลืองมองแผนการที่สำเร็จลุล่วงด้วยหางตา รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะหายไป สัมผัสอุ่นร้อนจากมือหนาของเฉินเหวินหลางที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านบังตาเอื้อมมาสัมผัสข้อเท้าของนางเบาๆ ราวกับจะชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาว
"สนมมู่หรง..." จ้าวหย่งเอבขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นราวกับมาจากขุมนรก พระเนตรจ้องมองหยกต้องห้ามในมือของมู่หรงอวี้ "เจ้าถือครองของกบฏ... มีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต"
มู่หรงอวี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด นางส่ายหัวรัวๆ "ไม่จริง! ฝ่าบาททรงโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย! นางฟางเซียนเป็นคนจัดฉาก... นังฟางเซียนมันวางแผน!"
"ลากตัวนางออกไป โบยสามร้อยไม้ แล้วส่งเข้าคุกใต้ดิน!" ฮ่องเต้จ้าวหย่งสะบัดชายพระsoงด้วยความรังเกียจ ก่อนที่ทหารองครักษ์จะกรูเข้ามาลากตัวสนมเอกผู้โชคร้ายออกไปพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวน
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ตำหนักบูรพาอีกครั้ง จ้าวหย่งทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าหลินฟางเซียน มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปหมายจะแตะต้องแก้มเนียน แต่นางกลับเบี่ยงหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
"ฟางเซียน... เจ้าเกลียดข้ามากถึงเพียงนี้เชียวหรือ" ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความสำนึกผิดที่กัดกินหัวใจมาแรมปีทำให้พระองค์ดูน่าสมเพชยิ่งนักในสายตานาง
ฟางเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันกลับหวานล้ำและสะใจยิ่งกว่าสิ่งใด นางโน้มใบเข้าไปกระซิบข้างพระ कर्णของอดีตสวามีด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบที่คมกริบดั่งใบมีด
"ฝ่าบาททรงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเพคะ... สิ่งที่ท่านทำกับลูกและชีวิตของหม่อมฉันในอดีต มันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำกับความเจ็บปวดที่ท่านจะต้องได้รับนับจากนี้"
พูดจบ ฟางเซียนก็ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ทิ้งให้ฮ่องเต้นั่งคุกเข่าจมอยู่กับความมืดมนและความเจ็บปวดเจียนตายเบื้องหลัง
ทว่า... ในจังหวะที่นางก้าวเดินผ่านม่านสีทึบเพื่อกลับไปยังห้องนอน ลมพัดวูบหนึ่งทำให้กลิ่นหอมคุ้นเคยลอยมาปะทะจมูก พร้อมกับที่ร่างสูงใหญ่ของเฉินเหวินหลางก้าวเข้ามารวบเอวบางไว้แน่นด้วยอารมณ์ที่ปะทุเดือดจากเหตุการณ์เมื่อครู่
ความเร่าร้อนและความตื่นเต้นจากชัยชนะผสมปนเปกับความต้องการที่ถูกกดทับ เฉินเหวินหลางไม่รอช้าที่จะกดริมฝีปากลงบนซอกคอขาวผ่องของฟางเซียนอย่างหนักหน่วง ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินผิวเนื้อจนนางสะท้านเฮือก มือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนเว้าโค้งภายใต้ร่มผ้าอย่างเอาแต่ใจ ฟางเซียนหลับตาลงรับสัมผัสวาบหวามที่โหมกระหน่ำเข้ามาในความมืดมิดของราตรีกาล...
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากขององครักษ์หนุ่มกำลังจะประทับจูบลงบนเรียวปากฉ่ำน้ำของนาง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับคบเพลิงที่สว่างวาบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของขันทีสนิทที่ทำให้ทั้งสองร่างชะงักค้าง
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วน! ให้ตรวจสอบห้องบรรทมส่วนตัวของหลินฟางเซียนทันที เพราะพบเบาะแสว่ามี 'บุคคลปริศนา' ซ่อนตัวอยู่!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางแก้แค้นไปพร้อมกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - มิคายามวิกาล
องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 16
กลลวงล่อเหยื่อ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!