กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้และกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากอดีตที่ฝังกลบ ยังคงลอยอวลอยู่ปลายนาสิก ทุกย่างก้าวบนพื้นหินอ่อนขัดเงาของตำหนักในฮ่องเต้เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนคมดาบน้ำแข็ง หลินฟางเซียน ในอาภรณ์แพรไหมสีแดงเพลิงปักลายหงส์ไฟดิ้นทอง ปรายตามองกระจกทองเหลืองบานใหญ่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ร่างระหงในยามนี้ไม่ใช่พระชายาผู้เคยอับปางและถูกเหยียบย่ำให้จมดินเหมือนในวันวานอีกต่อไปแล้ว ทว่านางคือ "เสวี่ยฟาง" สนิปริศนาผู้เลอโฉมจากแดนไกล สตรีทายาทตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ถูกส่งมาบรรณาการเพื่อสมานรอยร้าวทางการเมือง ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนางในเงาจันทร์นี้... คือการรื้อถอนราชบัลลังก์ของบุรุษผู้เคยเป็นสวามีให้พังทลายลงด้วยมือของนางเอง
"ฝ่าบาทเสด็จ—!"
เสียงขันทีเฒ่าขานรับก้องกังวานหน้าประตูตำหนักวิเวกสวรรค์ เงาร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์มังกรทองก้าวเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ร่องรอยความเหนื่อยล้าและความกระวนกระวายปรากฏชัดบนพระพักตร์คมคายที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึก จ้าวหย่ง... จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจแห่งต้าฉิน บัดนี้กลับมีดวงพระเนตรที่สั่นระริกราวกับคนใกล้เสียสติ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นร่างอรชรที่ยืนหันหลังให้ ทรวดทรงเอวบางคอดกิ่วและแผ่นหลังเนียนระหงภายใต้ชุดซีทรูบางเบาที่ตั้งใจสวมไว้เพื่อยั่วยวนและกรีดแทงหัวใจ
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" สุรเสียงของจ้าวหย่งแหบพร่าและสั่นเทา พระองค์สาวพระบาทเข้าไปใกล้ด้วยความรู้สึกประหนึ่งต้องมนต์สะกด กลิ่นกายหอมหวานรัญจวนใจที่คุ้นเคยแต่แปลกแยก ชวนให้พระองค์หวนนึกถึงอดีตภรรยาที่พระองค์ทรงขับไลไสส่งและปล่อยให้เผชิญความตายด้วยความโง่เขลา
ฟางเซียนค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ ท่วงท่าเย้ายวนราวกับปีศาจสาวจำแลง ดวงตากลมโตคู่คมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจ รอยยิ้มพรายบนเรียวปากสีชาดช่างเยือกเย็นและบาดลึกจนจ้าวหย่งถึงกับหายใจติดขัด
"หม่อมฉัน 'เสวี่ยฟาง' เพคะ ฝ่าบาท... ทอดพระเนตรหม่อมฉันแล้วรู้สึกคุ้นตาเหมือนเคยพบกันในความฝันอันเลวร้ายบ้างหรือไม่พเพคะ?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางพระ V เสถียรภาพทางจิตใจของฮ่องเต้จ้าวหย่งพังทลายลงในพริบตา พระองค์พุ่งเข้าประชิดร่างบางด้วยความโหยหาและหวาดกลัว ฝ่ามือหนาสั่นเทารวบเอวบางเข้าหาพระ u กอดแนบแน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหง ขณะที่สุรเสียงพร่าสั่นเอ่ยกระซิบข้างใบหู
"เจ้า... เจ้าทำให้เราคลั่ง เจ้าทำให้เราคิดถึงนาง... นางผู้ที่เราทำลายด้วยมือของตัวเอง..."
ฟางเซียนมิได้ขัดขืน ปล่อยให้พระองค์กอดรัดตามใจชอบ ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงประกายความสะใจและเหยียดหยาม นางยกมือขึ้นลูบไล้แผงอกกว้างภายใต้ฉลองพระองค์มังกรสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวด้วยความเร่าร้อนและสำนึกผิดของอีกฝ่าย ปลายนิ้วเรียวยาวจิกเล็บลงบนเนื้อผ้าเบาๆ จนจ้าวหย่งสะท้านเฮือกด้วยความเสียวซ่านผสมความเจ็บปวด
"คิดถึงหรือเพคะ... ฝ่าบาทผู้ทรงธรรม ทรงมีสิทธิ์อันใดมาคิดถึงซากศพที่พระองค์เคยโยนทิ้งลงกองเพลิงกันเล่า?" น้ำเสียงหวานหยดแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งกรีดแทงหัวใจจ้าวหย่งจนเลือดซิป พระองค์ก้มพระพักตร์ลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นด้วยความปรารถนาอันบ้าคลั่ง ริมฝีปากร้อนจัดขบเม้มผิวเนื้อเนียนนุ่มจนเกิดรอยกุหลาบสีแดงเข้มเพื่อระบายความโหยหา
"เรายอมแล้ว... เรายอมทุกอย่างแล้ว ฟางเซียน... ได้โปรด ลงโทษเราด้วยความเกลียดชังของเจ้าเถอะ!" จ้าวหย่งคำรามต่ำในลำคอด้วยความเร่าร้อน สติสัมปชัญญะทั้งหมดหลุดลอยเมื่อกลิ่นกายและสัมผัสอันคุ้นเคยแต่เร้าใจกว่าเดิมกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อน พระองค์ยกอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกแล้วก้าวฉับๆ ไปยังแท่นบรรทมมังกรทอง ท่ามกลางม่านมุ้งแพรไหมสีแดงฉานที่ทิ้งตัวลงปิดกั้นโลกภายนอก
บนเตียงกว้างที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งราคะและความเจ็บปวดในอดีต จ้าวหย่งทาบทับลงมาด้วยความกระหายหิว ริมฝีปากร้อนรุ่มประกบจูบเรียวปากอิ่มอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งดุดัน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดพยายามหลอมรวมร่างทั้งสองเข้าด้วยกัน ฟางเซียนแหงนพระพักตร์รับสัมผัสอันวาบหวามนั้น ปล่อยให้มือหนาลูบไล้ปลดเปลื้องอาภรณ์ชิ้นงามออกทีละชิ้นจนเรือนร่างอรชรเปลือยเปล่าต่อหน้าพระพักตร์
ผิวเนียนละเอียดดั่งหยกขาวต้องแสงเทียนระยิบระยับ รอยแผลเป็นจางๆ ที่แผ่นหลังอันเกิดจากความโหดร้ายในอكريตของจ้าวหย่งปรากฏเด่นชัด สะท้อนเข้าตาฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ทำให้พระองค์ถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวดหัวใจ พระองค์ก้มลงจูบซับทุกรอยแผลด้วยความรักและสำนึกบาปอย่างน่าสมเพช ลมหายใจหอบกระชั้นประสานกันในความเงียบงันยามวิกาล
"ฝ่าบาท... ทรงรักหม่อมฉันจริงหรือ... หรือทรงรักแค่ความรู้สึกผิดที่กำลังกัดกินพระองค์กันแน่?" ฟางเซียนกระซิบถามด้วยน้ำเสียงพร่าสั่น ขณะที่เรียวขาเนียนเกี่ยวรัดรอบสะโพกสอบของพระองค์ไว้แน่น เชื้อเชิญให้บทเพลงรักอันร้อนแรงและดุเดือดเริ่มต้นขึ้น
การสอดประสานดำเนินไปท่ามกลางเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดและเสียงครางต่ำด้วยความสุขสมทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งและปวดร้าว จ้าวหย่งโหมกระหน่ำความเร่าร้อนเข้าใส่ราวกับคนใกล้ตาย เพื่อไถ่ถอนความผิดบาปในอดีต ขณะที่ฟางเซียนหลับตาลงปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความสะใจไหลรินลงข้างขมับ ทุกสัมผัส ทุกจังหวะรักที่เร่าร้อนและลึกซึ้งนี้ คือก้าวแรกแห่งการแก้แค้นที่นางเป็นผู้กำหนดเกมทั้งหมด
แต่ทว่า... ในขณะที่บทรักอันเร่าร้อนกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด เสียงฝีเท้าฝีหนาขององครักษ์เงาผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับกระดาษรายงานลับแผ่นหนึ่งที่ถูกส่งผ่านมือขันทีเข้ามา
เฉินเหวินหลาง ยืนตระหง่านอยู่ภายใต้เงาจันทร์ นัยน์ตาคมกริบมองลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เห็นภาพบาดตาบาดใจบนแท่นบรรทม ทว่าในมือของเขากลับกำ "รายงานสืบสวนลับสุดยอด" ที่เพิ่งค้นพบจากวังหลังของสนีย้อนยุคเอาไว้แน่น... รายงานที่ระบุถึงตัวตนที่แท้จริงของเด็กชายวัยสามขวบ ที่ถูกซ่อนไว้ในตำหนักลับของเสวี่ยฟาง... เด็กน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากฮ่องเต้จ้าวหย่งและหลินฟางเซียนราวกับพิมพ์เดียวกัน!
มิคายามวิกาลนะคะ
องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด•ตอนที่ 5
ก้าวแรกสู่ความวินาศ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องครักษ์ไร้ใจกับคุณหนูผู้ถูกลืมในวังวนกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!