เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะกระจกนิรภัยหนาเตอะดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจ กวินทร์ยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและริษยาจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองผู้ชายที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ อาคเนย์... อดีตเพื่อนสนิทที่เขาเคยเหยียบย่ำและหัวเยาะในวันที่ตกอ่ำบำศ วันนี้กลับนั่งนิ่งสนิทในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี รัศมีความเยือกเย็นและทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็ง
"แกคิดว่าแกเป็นใครวะ อาคเนย์! แค่เศษสวะที่เพิ่งลืมตาอ้าปากได้ คิดจะมาใช้อำนาจบาทใหญ่สั่งปิดบริษัทของฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!" กวินทร์แผדเสียงคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่สามแห่งเพิ่งส่งหนังสือแจ้งระงับวงเงินสินเชื่อทั้งหมดแบบกะทันหัน ตามด้วยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ที่ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบบัญชีเชิงลึก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบลำคอตระกูลของเขาให้ขาดอากาศหายใจทีละน้อย
อาคเนย์ไม่แม้แต่จะชายตามองเอกสารที่กระจัดกระจาย เขาเพียงแค่ยกถ้วยกาแฟเซรามิกราคาแพงขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นลอยอวลในอากาศตัดกับความตึงเครียดรอบตัว นัยน์ตาสีเข้มคมกริบทอดมองอดีตเพื่อนรักด้วยความเวทนาและสมเพชในคราเดียวกัน ความใจเย็นของเขาในเวลานี้คือคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในความมั่นใจอันเปราะบางของกวินทร์
"เศษสวะงั้นเหรอคะ..." เสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังขึ้นจากหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างเก้าอี้ของอาคเนย์ รินรดากวาดสายตามองกวินทร์ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันบนเรียวปาก วันนี้เธอกลับมาในฐานะหญิงสาวผู้กุมอำนาจเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด ชุดเดรสผ้าไหมสีเอิร์ธโทนเข้ารูปขับเน้นความสง่างาม รัศมีของความมั่นใจและฐานะที่เหนือกว่าทำให้กวินทร์ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ "คนที่กล้าส่งคนไปคุกคามผู้หญิงไม่มีทางสู้เพื่อกดดันทางธุรกิจ... ฉันว่าคนๆ นั้นต่างหากค่ะ ที่สมควรเรียกว่าเศษสวะของสังคม"
คำพูดของรินรดาราวกับน้ำต้มเดือดราดลงบนความหยิ่งผยองของกวินทร์ เขาหน้าชาจนแทบกระออกเป็นเลือด เหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขาเคยส่งคนไปดักฉุดและข่มขู่รินรดาหวังจะบีบให้อาคเนย์ยอมจำนนถูกขุดขึ้นมาตบหน้ากลางวงล้อมของผู้บริหารระดับสูงที่นั่งตัวลีบอยู่ริมห้อง
"อย่ามาปรักปรำนะ!" กวินทร์ตวาดลั่น เสียงสั่นเครือด้วยความจนมุม "หลักฐานก็ไม่มี แกสองคนมันแค่ร่วมมือกันสร้างเรื่องใส่ร้ายฉัน!"
อาคเนย์วางถ้วยกาแฟลงกระทบจานรองเบาๆ เสียงนั้นก้องกังวานชัดเจนในความเงียบสงบ เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยียบเย็นจนน่ากลัวเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบนาที
"หลักฐานเหรอครับ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ฉันติดนิสัยพูดคำว่า 'ครับ' ตามความคุ้นชิน แต่สำหรับคนอย่างนาย... ฉันควรใช้คำว่าอะไรดีล่ะ?" อาคเนย์จงใจเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรี "บัญชีลับที่นายยักยอกเงินบริษัทในเครือไปเปย์ผู้หญิง เอกสารการฟอกเงินผ่านบริษัทนอมินีที่ฮ่องกง หรือคลิปเสียงที่นายสั่งการให้คนไปทำร้ายรินรดา... นายอยากให้ฉันทยอยส่งให้ ปปง. หรือส่งให้สื่อมวลชนเป็นสำนักแรกดีล่ะครับ?"
ร่างของกวินทร์ทรุดฮวบลงไปกองกับเก้าอี้ทันที สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ความลับที่เขาคิดว่าปกปิดไว้อย่างมิดชิด บัดนี้กลับถูกอีกฝ่ายนำมาวางแผ่ไว้บนโต๊ะราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ อาคเนย์ไม่ได้แค่ขู่... ผู้ชายคนนี้มีอำนาจพอที่จะทำลายล้างตระกูลของเขาให้หายไปจากแผนที่ธุรกิจภายในชั่วข้ามคืนจริงๆ
"อาคเนย์... เพื่อนรัก... นายอภัยให้ฉันเถอะนะ" กวินทร์เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว เขาลุกขึ้นลนลานแล้วพุ่งตัวเข้ามาหมายจะคุกเข่าลงแทบเท้าของชายหนุ่ม แต่รอดพ้นสายตาไปไม่ได้เมื่อการ์ดชุดดำสองนายกตัวเขาออกไปกดไว้กับพื้นห้องอย่างไม่ใยดี "ฉันพลั้งไป! ขอร้องล่ะ อย่าทำลายบริษัทพ่อฉันเลย!"
รินรดาก้าวเข้าไปยืนมองกวินทร์ที่กำลังดิ้นรนอยู่บนพื้นด้วยแววตาว่างเปล่า ความเห็นใจใดๆ ถูกเผาไหม้จนหมดสิ้นในวันที่เธอกลัวแทบตายแต่กลับไร้ซึ่งความช่วยเหลือจากคนตรงหน้า
"ตอนที่คุณเหยียบย่ำพวกเราจนจมดิน คุณไม่เคยคิดถึงคำว่าปรานีเลยสักครั้งนะคะ" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ "และตอนนี้... ก็ถึงเวลาที่คุณต้องชดใช้มันแล้วค่ะ"
อาคเนย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่อย่างใจเย็น เขากวาดสายตามองเหล่าผู้บริหารที่นั่งตัวสั่นงกด้วยความกลัวว่าจะโดนหางเลข ก่อนจะหันมาหากวินทร์ที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอย่างไร้ศักดิ์ศรี
"ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ ป้ายชื่อบริษัทตระกูลวร
โชติ จะต้องถูกปลดลง และทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกอายัดเพื่อชดใช้หนี้สินที่นายก่อไว้" อาคเนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราพกับกำลังสั่งอาหารกลางวัน "ถือว่านี่คือบทเรียนราคาแพง... สำหรับการบังaาจมาแตะต้องคนที่ฉันรัก"
พูดจบ อาคเนย์ก็โอบไหล่บางของรินรดาให้เดินเคียงคู่กันออกไปจากห้องประชุมอย่างสง่างาม ทิ้งให้กวินทร์กรีดร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวังท่ามกลางซากปรักหักพังของอาณาจักรที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าพ้นประตูลิฟต์ส่วนลงมายังชั้นล่าง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของอาคเนย์ก็แผดเสียงดังขึ้น หน้าจอแสดงเบอร์แปลกที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่ปลายสายกลับส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าเยือกเย็นดังลอดเข้ามา... "คิดว่าจัดการแค่กวินทร์แล้วเกมจะจบเหรอ อาคเนย์? น้องชายสุดที่รักของแก... ตอนนี้กำลังอยู่ในมือฉันนะ!"
ฝากกดใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "เมล่อนโซดา" ด้วยนะคะ!
คุณหนูครับ อย่าหาว่าผมใจร้าย เมื่อเมียกำมะลอคือเศรษฐีหมื่นล้าน•ตอนที่ 29
พินาศทั้งตระกูล
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าหาว่าผมใจร้าย เมื่อเมียกำมะลอคือเศรษฐีหมื่นล้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!