เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กหญิงตัวน้อยดังเจื้อยแจ้ว ก้องกังวานอยู่ภายในห้องนั่งเล่นโทนสีครีมอ่อน รินรดาผละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือ เผลอยกยิ้มบางเบาให้กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ภาพที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันในยามที่หัวใจแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
บนพรมขนสัตว์หนานุ่ม อคิน—ประธานหนุ่มผู้เคยถือความเย่อหยิ่งเป็นอาตราร้ายกาจ บัดนี้เขากำลังนั่งขัดสมาธิอย่างไม่ถือตัว ศีรษะก้มต่ำปล่อยให้เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบเศษถักเปียผมเส้นเล็กให้ โดยมีโบว์สีชมพูผูกติดไว้ลวกๆ อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
"คุณพ่อสวยที่สุดในโลกเลยค่ะ" เสียงใสแจ๋วของน้องลินินเอ่ยขึ้น พร้อมกับยื่นกระจกบานเล็กให้ชายหนุ่มส่อง อคินรับมาถือไว้ด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย็นชาและเด็ดเดี่ยวในโลกธุรกิจ กลับพราวระยับด้วยความอ่อนโยนยามที่มองเงาของตัวเองสะท้อนคู่ไปกับใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีเพี้ยน
"จริงหรือครับ ไหนให้คุณพ่อดูหน่อยซิ... โอ้โห ฝีมือช่างแต่งหน้าตัวน้อยเก่งขนาดนี้ สงสัยคุณพ่อต้องให้รางวัลใหญ่แล้วล่ะมั้งครับแบบนี้" อคินเอ่ยเย้าแหย่ลูกสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ท่าทางที่ยอมลดตัวลงมาเล่นสนุกเช่นนี้ ทำให้รินรดาที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ถึงกับเผลอใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก ช่างเป็นดาบสองคมที่ทั้งเยียวยาและกรีดแทงหัวใจของเธอในคราวเดียวกัน
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา อคินพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่ชายเห็นแก่ตัวคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก รอยแผลเป็นในอดีตที่เขาฝากไว้ ถูกทดแทนด้วยความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชายหนุ่มยอมทิ้งงานประชุมสำคัญ ย้ายออฟฟิศมาทำงานที่บ้านพักริมทะเลของเธอครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาทุกลมหายใจในการสร้างช่วงเวลาแห่งครอบครัวที่เธอและลูกไม่เคยได้รับ
"คุณรินครับ มานั่งตรงนี้ด้วยกันสิครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก พร้อมกับตบพื้นที่ว่างข้างกายเบาๆ รินรดาลดสายตาลงเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียաբเฉยดังเดิม ก่อนจะก้าวเข้าไปหาช้าๆ ทว่ายังคงรักษาระยะห่างไว้อย่างเหนียวแน่น
"ฉันแค่มองดูลูกอยู่เฉยๆ ค่ะ คุณอคินไม่ต้องเรียกหรอกค่ะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ แม้ว่าในใจจะไหววูบยามที่สบเข้ากับดวงตาคมคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความเวทนาและรักใคร่อย่างสุดซึ้ง
อคินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่ฉายชัด เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่เขาเคยทำลายชีวิตเธอมันหนักหนาเกินกว่าจะลบล้างได้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่เดือน การที่รินรดายอมให้เขาเข้ามาใกล้ชิดในฐานะ "พ่อของลูก" ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว แต่ลึกๆ ในใจของผู้ชายที่เคยสูญเสียทุกอย่างไป เขากลับโลภมากเกินกว่าจะหยุดอยู่แค่สถานะนี้
"ลินินครับ ไปหยิบสมุดภาพระบายสีที่คุณพ่อซื้อให้เมื่อวานมาให้คุณแม่ดูหน่อยสิครับ ลูกวาดรูปเก่งมากเลยนะ ให้คุณแม่ชื่นชมหน่อยเร็ว" อคินหันไปกระซิบกับลูกสาวตัวน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองได้พูดคุยกับหญิงสาวตามลำพัง
เด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน รีบวิ่งดุ๊กدي๊กไปยังมุมห้องทันที
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงคลื่นลมภายนอกที่กระทบฝั่งแผ่วเบา อคินขยับกายเข้าไปใกล้รินรดาอีกนิด กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ลอยแตะจมูก ยิ่งทำให้หัวใจที่พยายามแข็งกระด้างของหญิงสาวสั่นคลอน
"ผมแค่อยากหยุดเวลาตรงนี้ไว้นานๆ ครับ" อคินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น "วันที่ผมตื่นมาแล้วไม่เจอใครเลย วันที่ผมต้องอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า... มันทำให้ผมรู้ว่า ชีวิตที่ไม่มีคุณกับลูก มันไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด"
รินรดาหันไปสบตาเขา แววตาของเธอนิ่งสนิทราวกับผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ "คุณพูดคำนี้ได้ง่ายมากเลยนะคะคุณอคิน แต่คุณลืมไปแล้วหรือคะว่า วันที่ฉันต้องอุ้มท้องร้องไห้คนเดียว วันที่ฉันเกือบจะสูญเสียทุกลมหายใจในห้องคลอด... คุณอยู่ที่ไหน?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม อคินหน้าถอดสี มือหนาที่วางอยู่บนตักเผลอกำเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดฉายชัดผ่านนัยน์ตาคมเข้ม เขายกมือขึ้นหมายจะแตะลงบนหลังมือเรียวบางของเธอ แต่มือของเขากลับค้างกลางอากาศ ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัส เพราะรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์นั้น
"ผมรู้ครับ... ผมรู้ว่าผมมันเลวทรามแค่ไหน" อคินเค้นเสียงแหบพร่าออกมาอย่างทรมาน "แต่ขอโอกาสให้ผมได้ชดใช้ ได้ดูแลครอบครัวของเรา... ให้ผมได้ทำหน้าที่สามีและพ่อที่ดี อย่างน้อยก็เพื่อไถ่โทษในสิ่งที่ผมทำลงไป"
รินรดายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น หัวใจที่เคยเจ็บปวดบัดนี้ด้านชาจนยากจะสะเทือน "สามีงั้นหรือคะ? คำนี้มันมีราคาแพงเกินไปนะคะคุณอคิน สำหรับผู้ชายที่เคยเขี่ยฉันทิ้งเหมือนเศษกระดาษ..."
เธอยังไม่ทันได้เอ่ยประโยคเชือดเฉือนถัดไป เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของน้องลินินก็วิ่งกลับมาพร้อมกับสมุดภาพในมือ
"คุณแม่ขา! ลินินวาดรูปครอบครัวเราด้วยค่ะ มีคุณพ่อ มีคุณแม่ แล้วก็มีลินินยืนอยู่ตรงกลางเลยนะคะ!" เด็กน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้วด้วยความภาคภูมิใจ ชูดินสอสีในมือขึ้นอวดพร้อมรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก เธอก้มลงมองภาพวาดลายเส้นเด็กๆ ที่มีรูปคนสามคนจับมือกันอย่างมีความสุข ภาพความอบอุ่นที่เธอกลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
ทว่า ในวินาทีที่อคินเอื้อมมือไปโอบไหล่บางของเธอเข้ามาแนบชิด พร้อมกับเสียงกระซิบอ่อนโยนข้างใบหู "เชื่อใจผมอีกสักครั้งเถอะนะครับ..."
ปึง!
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงบอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้ซึ่งมารยาท โดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต
รินรดารีบผละออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่มทันที หัวใจกระหน่ำเต้นด้วยความตกใจ เมื่อบุคคลที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอในสถานที่แห่งนี้ ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องนั่งเล่น
ร่างสูงโปรดของ "ปกรณ์" อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจและศัตรูคนสำคัญของอคิน ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ในมือของเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ
อคินลุกขึ้นยืนบังร่างของภรรยาและลูกสาวไว้ทันที แววตาคมกริบทอประกายอำมหิตขึ้นมาวับวาม "แกเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร... ปกรณ์!"
ปกรณ์หัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของรินรดาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะความสุขครอบครัวหรอกนะครับคุณอคิน... แต่พอดีผมบังเอิญไปได้ 'ความลับ' บางอย่างเกี่ยวกับอดีตภรรยาของคุณมา ซึ่งผมคิดว่า... คุณเองก็คงยังไม่รู้เรื่องนี้สินะครับ"
รินรดาหน้าถอดสีทันทีที่เห็นซองเอกสารในมือของอีกฝ่าย สัญชาตญาณบอกเธอว่าสิ่งนั้นคือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่เธอกำลังปกป้อง!
- - - - - - - - - - - - - - - -
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ / มิคายามวิกาล
เพลิงพิศวาสฟาดรอยรักอดีตภรรยา•ตอนที่ 25
ช่วงเวลาแห่งครอบครัว
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงพิศวาสฟาดรอยรักอดีตภรรยา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!