“ความจริงที่ถูกฝังกลบด้วยเงินตราและอำนาจของตระกูลธันวา มันไม่ได้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาหรอกนะคะ แต่มันกำลังส่งกลิ่นเน่าเหม็นขึ้นมาเรื่อยๆ จนท่านประธานผู้สูงส่งอย่างคุณเริ่มจะทนกลิ่นมันไม่ไหวแล้วใช่ไหมคะ?”
รินลดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องทำงานหรูหราของธันวา สายตาของเธอเรียบเฉย ทว่าดุจคมมีดที่กรีดลงบนความหยิ่งผยองของชายหนุ่มตรงหน้า ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามในชุดสูทสั่งตัดบัดนี้ดูไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับแววตาที่ว่างเปล่าของอดีตภรรยา
ธันวากำเอกสารในมือจนยับยู่ยี่ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงผิดจังหวะ—ไม่ใช่ด้วยความรักที่หลงเหลือ แต่ด้วยความตระหนกที่พุ่งขึ้นสู่สมองเมื่อเห็นชื่อของ ‘เด็กชาย’ ในบันทึกประวัติการแพทย์ที่ระบุชัดเจนว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือด
“ริน... เธอหนีไปวันนั้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง พยายามทำลายทุกร่องรอยให้หายไปจากชีวิตฉัน เธอทำไปเพื่ออะไร? เพื่อให้ฉันรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตหรือไง!” ธันวากระแทกเสียงถาม ใบหน้าคมสันมีรอยร้าวของความโกรธแค้นที่ปนเปกับความสับสน
รินลดากระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ปราศจากความอบอุ่น แต่เต็มไปด้วยความขมปร่าที่กัดกินใจมานานปี เธอหวนนึกถึงค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำซัดปะทะหน้าต่างห้องนอน วันที่เธอหอบหิ้วความเสียใจและชีวิตน้อยๆ ในครรภ์หนีออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ไปสู่สนามบินท่ามกลางความมืดมิด
*‘จำไว้นะธันวา... คุณเป็นคนบอกเองว่าฉันมันก็แค่ของประดับที่ไม่มีค่าพอจะให้คุณสละเวลามาใส่ใจ’*
ภาพความหลังย้อนกลับมาเหมือนฉากภาพยนตร์ที่กรอซ้ำ รินลดาจำได้ดีถึงกลิ่นไอของน้ำตาที่ผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในวันที่เธอรู้ว่าลูกในท้องเกือบจะหลุดลอยไปเพราะความเครียดสะสมจากพฤติกรรมเย็นชาของสามี เธอต้องดิ้นรนไปต่างประเทศเพียงลำพัง ทนกัดก้อนเกลือกิน ใช้ทักษะการทำขนมที่เธอรักเป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ โดยที่ในอกข้างซ้ายมีเพียงความเจ็บแค้นที่หล่อเลี้ยงให้เธอรอดมาได้
“ความรู้สึกผิดของคุณมันไร้ค่าเกินกว่าจะเอามาเยียวยาแผลเป็นในใจฉันค่ะ ธันวา” รินลดาก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เธอคุ้นเคย “คุณไม่ได้ต้องการความจริงเพื่อจะยอมรับผิด แต่คุณต้องการมันเพียงเพราะศักดิ์ศรีของคุณยอมรับไม่ได้ว่าผู้หญิงที่เคยถูกคุณเหยียบย่ำ สามารถสร้างชีวิตที่งดงามขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมีคุณ”
ธันวานิ่งอึ้ง มือที่ถือกระดาษสั่นสะท้าน เขามองใบหน้าของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน รินลดาคนเดิมที่เคยอ่อนหวานและรอคอยเขากลับบ้าน บัดนี้ได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงเชฟขนมหวานที่นิ่งสงบ เยือกเย็น และพร้อมจะทำลายอาณาจักรของเขาด้วยความจริงเพียงไม่กี่บรรทัด
“แล้วเด็กคนนั้น...” เสียงของธันวาแหบพร่า “เขาเป็นลูกของฉันจริงๆ ใช่ไหม รินลดา”
รินลดาไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่ที่เคยรัก แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามที่เธอก็ไม่คิดจะให้คำตอบง่ายๆ ในขณะที่ความเงียบกำลังจะทำให้ธันวาคลั่งตายนั้น ประตูกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ 'คีย์' ที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆ แต่แฝงไปด้วยรัศมีของการเป็นเจ้าของ
“พอได้แล้วครับคุณธันวา” คีย์เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงความหมายเชือดเฉือน “การกระชากหน้ากากคนอื่น อาจทำให้คุณต้องเห็นเงาที่น่าเกลียดที่สุดของตัวเองก็ได้นะ”
รินลดาสูดลมหายใจเข้าลึก เธอรู้ดีว่าเกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ความเจ็บปวดที่เธอเคยแบกไว้คนเดียวบัดนี้กำลังจะถูกถ่ายโอนไปยังผู้ที่ก่อมันขึ้นมาทีละน้อย
“ดูเหมือนว่าสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องของลูกชายฉัน...” รินลดากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง “คือผลตรวจ DNA อีกฉบับที่คุณอาจจะยังไม่รู้ตัวว่ามันเพิ่งถูกส่งมาถึงมือท่านประธานใหญ่ ผู้เป็นพ่อของคุณเมื่อห้านาทีก่อน”
ธันวาชะงักกึก สีหน้าซีดเผือดราวกับคนเห็นผี เมื่อเขารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความจากเลขาฯ ของพ่อตนเองที่แจ้งข่าวสั้นๆ ว่า 'มีใครบางคนนำหลักฐานเรื่องการทุจริตในโปรเจกต์ลับของบริษัทไปวางไว้บนโต๊ะท่านประธานแล้ว'
รินลดาก้าวพ้นประตูห้องไปพร้อมกับคีย์ ทิ้งให้ธันวายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความลับที่กำลังถล่มลงมาทับถมตัวเขาเอง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและรอคอยการเอาคืนครั้งนี้ไปพร้อมกับเมฆหมอกสีชมพูนะคะ
เชฟขนมหวานกับผู้บริหารไร้หัวใจ•ตอนที่ 11
น้ำตาที่ไม่มีเสียง
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟขนมหวานกับผู้บริหารไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!