"คุณคิดว่าหน้ากากสุภาพที่คุณสวมอยู่ มันจะช่วยปกปิดความเน่าเฟะในอดีตของคุณได้จริงๆ งั้นเหรอคะคุณธันวา"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราายใบมีดโกนกรีดลงบนผิวเนื้อสดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของห้องรับรองส่วนตัวในร้านเบเกอรี่สุดหรู
รินลดายืนพิงเคาน์เตอร์หินอ่อนด้วยท่าทีสงบนิ่ง สองมือประสานกันไว้ที่หน้าท้องอย่างสำรวม แต่ดวงตากลับคมกริบดุจประกายไฟที่ซ่อนอยู่ใต้เถ้าถ่าน เธอมองชายหนุ่มผู้เคยขึ้นชื่อว่าเป็นสามี—ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี—ด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งเยื่อใย ไร้ซึ่งความโหยหา และที่สำคัญที่สุด... มันว่างเปล่าจนน่ากลัว
ธันวาขยับตัวเล็กน้อย ลมหายใจของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลสะดุดกึก ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนหยัดอย่างเย่อหยิ่งในทุกสนามการค้า กลับรู้สึกราวกับว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังทรุดฮวบลงไปในความว่างเปล่า แววตาของเขาไหวระริกยามกวาดมองผู้หญิงตรงหน้า ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายอ้อนวอนขอความรักจากเขา ผู้หญิงคนที่เขาเคยผลไสไสไลส่งให้ออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใยในคืนที่ฝนตกกระหน่ำเมื่อหลายปีก่อน
แต่วันนี้ รินลดาคนเดิมได้ตายไปแล้ว... เหลือเพียงเชฟขนมหวานมือหนึ่งผู้กุมชะตากรรมทางธุรกิจที่กำลังจะบดขยี้อาณาจักรของเขาให้แหลقคามือ
"ริน..." ธันวาเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ราวกับว่าคำพูดสั้นๆ คำนั้นต้องแลกมาด้วยพลังงานทั้งหมดที่มี "ผมรู้ว่าคุณโกรธ ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำในอดีตมันเลวร้ายแค่ไหน แต่... ได้โปรด ฟังคำอธิบายของผมสักครั้งเถอะนะ"
"คำอธิบาย?" รินลดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดหยันและคราบน้ำตาในอަดีตที่ถูกชำระล้างจนสะอาดสะอ้าน "คุณยังมีหน้ามาขอให้ฉันฟังคำอธิบายจากปากคนที่ทำลายชีวิตคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉยอีกหรือคะ? ตอนที่คุณเซ็นใบหย่าโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าฉัน ตอนที่คุณบอกว่าเด็กในท้องฉันเป็นแค่ภาระถ่วงความเจริญ... คุณเคยคิดจะฟังคำอธิบายจากฉันบ้างไหมคะ ธันวา"
ชื่อของเขาที่หลุดออกมาจากเรียวปากเคลือบลิปสติกสีแดงระเรื่อ ไม่ได้ให้ความรู้สึกสนิท
เสน่หาเหมือนกาลก่อน หากแต่เย็นชาเยือกเยือกราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต
ธันวากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ภาพความทรงจำสีเทาหม่นย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ภาพที่เขาเคยผลักไสภรรยาตัวเองให้ออกไปเผชิญโลกกว้างเพียงลำพัง โดยไม่เคยเอะใจเลยว่า เบื้องหลังรอยยิ้มฝืนทนของเธอนั้น แบกรับความเจ็บปวดเอาไว้มากเพียงใด เขาเคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือทุกสิ่ง มีอำนาจเงินซื้อได้ทุกอย่าง จนกระทั่งวันที่เขาเสียเธอไป และเพิ่งตระหนักได้ว่า... หัวใจที่ไร้หัวใจของเขานั้น แท้จริงแล้วมันพิการและว่างเปล่าแค่ไหนเมื่อไม่มีผู้หญิงคนนี้
"ผมมันโง่เอง..." ธันวาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ทว่ารินลดากลับยกมือขึ้นห้าม ปรามด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวจนเขาต้องชะงักฝ่าเท้า "ผมหลงระเริงไปกับอำนาจและผลกำไร จนมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต... ริน ผมตามหาคุณมาตลอดหลายปี เพื่อที่จะชดใช้ เพื่อที่จะกราบขอขมาในสิ่งที่ผมทำลงไป ขอโอกาสให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งเถอะนะ"
"ชดใช้?" รินลดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก "คุณเอาอะไรมาพูดว่าชดใช้คะ? ชีวิตที่พัง
ทลาย ความฝันที่ถูกเหยียบย่ำ หรือแม้กระทั่ง... ดวงใจของแม่คนหนึ่งที่แหลกสลายไปพร้อมกับสายฝนในคืนนั้น คุณคิดว่าเงินตรามหาศาล หรือคำขอโทษจอมปลอมของคุณ จะซื้อมันกลับคืนมาได้งั้นเหรอคะ?"
ความกดดันในห้องพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก คีย์ ซึ่งยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้านนอกคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ส่งสายตานิ่งสนิทมายังอดีตสามีผู้เย่อหยิ่ง ราวกับเสือโคร่งที่กำลังรอจังหวะตะครุบเหยื่อผู้หมดทางสู้
ธันวากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนหน้าอกเจ็บแปลบ ราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง แต่เขาก็รู้ดีว่า... คำแก้ตัวใดๆ ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับความเจ็บปวดที่รินลดาเคยได้รับ
"ถ้าคุณมาเพื่อพูดเรื่องไร้สาระเหล่านี้ ฉันเกรงว่าเวลาอันมีค่าของฉันคงไม่ว่างพอจะมานั่งฟังคนบาปสำนึกผิดหรอกนะคะ" รินลดาหันหลังให้ เตรียมจะเดินหนีจากสถานการณ์ที่น่ารังเกียจนี้ แต่เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นเบื้องหลัง กลับทำให้ฝ่าเท้าของเธอต้องหยุดชะงักกึก
"ถ้าผมบอกว่า... ผมรู้เรื่องลูกล่ะริน"
ร่างบางแข็งทื่อไปในทันที ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาหรี่แคบลงด้วยความระแวดระวัง เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ แต่สีหน้ายังคงพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
ธันวาสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดหันไปมองแผ่นหลังบางที่สั่นเทาเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามซ่อนมันไว้แค่ไหนก็ตาม "ผมรู้ว่าในคืนที่เราหย่ากัน คุณไม่ได้ตัวคนเดียว... คุณกำลังอุ้มท้องลูกของเราอยู่ และ... และตอนนี้เด็กคนนั้น..."
"หุบปากนะคะ!" รินลดาหันกลับมาตวาดกร้าว นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด ความลับที่เธอพยายามปกป้องด้วยชีวิต กำลังถูกผู้ชายใจร้ายคนนี้ขุดคุ้ยขึ้นมาเพื่อต่อรองงั้นหรือ? "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่าลูก! คนอย่างคุณ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้คำว่าพ่อด้วยซ้ำ!"
"ริน... ผมไม่ได้จะมาแย่งเขานะ!" ธันวารีบละล่ำละลักละลอกละลื่นอธิบายด้วยความร้อนรน แววตาเต็มไปด้วยความเวทนาและสำนึกผิด "ผมแค่... ผมแค่บังเอิญไปเห็น... ไปเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาถอดแบบมาจากผมราวกับแกะ... ที่สวนสาธารณะเมื่อวานนี้ และ... และรอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายของเขา..."
ธันวาเว้นวรรคไปชั่วขณะ เสียงของเขาเริ่มสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ "เด็กคนนั้น... เรียกคุณว่าแม่... ริน ลูกของเรา... เขายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด รินลดายืนตัวแข็งทื่อ รัศมีแห่งความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกความตื่นตระหนกเข้ากัดกิน เธอมองหน้าอดีตสามีด้วยหัวใจที่เต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความจริงที่เธอพยายามซ่อนเร้นมาตลอดหลายปี บัดนี้ถูกกระชากออกมากลางแสงแดดอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง...
เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังเข้ามาใกล้ประตูกระจก พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่ตะโกนเรียกดังลั่นร้าน
"แม่จ๋า! น้องวินซ้อมเปียโนเสร็จแล้วนะฮะ... เอ๊ะ? คุณลุงใจร้ายคนนั้น มาทำอะไรที่ร้านเราอีกแล้วล่ะฮะแม่?"
ธันวาหันขวับไปตามเสียงทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเมื่อร่างเล็กป้อมในชุดนักเรียนอนุบาลวิ่งเข้ามาซบอยู่ข้างกายรินลดา และเมื่อดวงตากลมโตคู่นั้นเงยขึ้นสบตากับเขา... ลมหายใจของธันวาก็ราวกับหยุดนิ่งไปในทันที หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม เมื่อประจักษ์ชัดแก่สายตาว่า โครงหน้าเรียว จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะไฝเม็ดเล็กใต้หางตาขวา... มันคือพิมพ์เดียวกันกับตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางดราม่าไปด้วยกันนะคะ เมฆหมอกสีชมพูค่ะ
เชฟขนมหวานกับผู้บริหารไร้หัวใจ•ตอนที่ 17
ความจริงที่ถูกกระชาก
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟขนมหวานกับผู้บริหารไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!