เสียงหัวเราะเยาะหยันดังระคนเสียงกระบี่กระทบฝักดังก้องไปทั่วลานพิธีสำนักกระบี่เมฆาคล้อย สายตาหลายร้อยคู่ต่างทอดมองร่างผอมบางของจ้าวเฟยหงด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา
"จ้าวเฟยหง... เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเศษขยะไร้รากปราณเช่นเจ้า จะกล้าอาจหาญขึ้นมาประลองกับศิษย์พี่มู่เฉินบนลานประลองกระบี่สวรรค์แห่งนี้? เกรงว่าเพียงแค่ลมปราณคุ้มกันร่างของศิษย์พี่ ก็คงบดขยี้กระดูกทั่วร่างเจ้าจนแหลละเอียดเป็นจุลแล้วกระมัง"
เสียงตะโกนเย้ยหยันดังมาจากศิษย์สายในคนหนึ่ง ทว่าจ้าวเฟยหงหาได้สะเทือนใจไม่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงความเยือกเย็นดั่งหยกขาวทว่าเปี่ยมด้วยความหยิ่งผยองลึกล้ำ ชายหนุ่มเพียงกวาดสายตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นมองไปยังมู่เฉิน ผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทีเย่อหยิ่งทระนงตน
มู่เฉินในชุดคลุมสีครามปักลายเมฆาอัคคี แววตาของมันทอประกายเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง มันยกมือขึ้นลูบด้ามกระบี่วิญญาณระดับนภาในมือ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"เฟยหง... ข้าไม่นึกเลยว่าความไร้ยางอายของเจ้าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เจ้ากล้าใช้ชื่อเสียงของสำนักมาเดิมพันในการประลองความเป็นความตายเช่นนี้ ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาเสียเลย เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายนัก ข้าจะสงเคราะห์ส่งเจ้าไปสู่สุคติด้วยกระบวนท่าเดียว"
รอบด้านเงียบกริบลงทันตาเห็น แรงกดดันจากขอบเขตหลอมรวมจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์ของมู่เฉินแผ่ซ่านกดทับจนเหล่าศิษย์รอบสนามถึงกับหายใจติดขัด ทว่าท่ามกลางลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวนั้น จ้าวเฟยหงกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกิ่งไม้แห้งลำหนึ่งที่หล่นอยู่ข้างลานประลองขึ้นมาแทนที่จะชักกระบี่ประจำกาย
การกระทำอันแปลกประหลาดนี้ทำให้ทั่วทั้งลานประลองพลันเงียบงันลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะลั่นจะระเบิดออกมาจากฝูงชน
"ฮ่าๆๆๆ! มันบ้าไปแล้ว! มันใช้กิ่งไม้แห้งแทนกระบี่!"
"คิดจะเอาไม้ผุๆ ไปต้านกระบี่วิญญาณระดับนภาของศิษย์พี่มู่เฉิน ชายผู้นี้คงเสียสติไปแล้วจริงๆ"
แม้แต่หลี่มู่เหยาที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนระเบียงหอเซียนเบื้องบน
ดวงเนตรคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งกลับไหววับด้วยความกังวล นางลอบกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้นางจะเชื่อมั่นในปณิธานของชายหนุ่มเพียงใด ทว่ายามนี้ช่องว่างระหว่างขอบเขตพลังนั้นห่างกันราวฟ้ากับเหว นางย่อมไม่อาจละสายตาจากภาพเบื้องล่างได้เลย
มู่เฉินหรี่ตาลง รังสีอำมหิตพุ่งวาบผ่านแววตา "เจ้ากล้าดูถูกข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ดี! เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!"
*พรึบ!*
ร่างของมู่เฉินหายวับไปจากจุดเดิม คลื่นกระบี่อัคคีพุ่งทะยานแหวกอากาศเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มันซัดกระบวนท่า "อัคคีผลาญนภา" ออกมาในทันที เจตంట้ากระบี่แหลมคมพุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพจ้าวเฟยหงในกระบวนท่าเดียว ท้องฟ้าเหนือลานประลองแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ความร้อนระอุแผดเผาจนพื้นศิลาแตกร้าว
เร็วมาก! รวดเร็วเสียจนผู้คนแทบมองไม่ทัน
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จ้าวเฟยหงกลับหลับตาลงช้าๆ
ห้วงเวลาคล้ายหยุดนิ่งลง โอสถวิญญาณโบราณในตันtian (ตันเถียน) หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ถ่ายเทพลังปราณปฐพีและดาราจักรเข้าสู่กิ่งไม้แห้งในมือ รัศมีแสงสีทองจางๆ ห่อหุ้มกิ่งไม้ธรรมดาจนกลายสภาพเป็นศาสตราวุธสะท้านฟ้า
ดวงตาที่เปิดขึ้นอีกครั้งของจ้าวเฟยหงเต็มไปด้วยความเยือกเย็นดั่งเทพเซียนผู้มองมดปลวก
"วิถีกระบี่ที่แท้จริง... หาใช่กระบี่ในมือ หากแต่เป็นใจที่ไร้พ่าย"
*เปรี้ยง!*
ชายหนุ่มตวัดกิ่งไม้แห้งในมือออกไปอย่างไร้ลีลาพิสดาร ทว่ากลับเกิดเสียงคำรามกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจฟ้า กิ่งไม้ธรรมดาปะทะเข้ากับกระบี่วิญญาณระดับนภาอย่างแม่นยำราวดลบันดาล
คลื่นกระบี่อัคคีที่โหมกระหน่ำมาเมื่อครู่ พลันแตกสลายกลายเป็นเพียงละอองแสงสีแดงที่เลือนหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย แรงสะท้อนย้อนกลับมหาศาลซัดเข้าใส่ร่างของมู่เฉินจนกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างของศิษย์เอกผู้เคยหยิ่งผยองปลิวลอยละลิ่วกระแทกพื้นสนามประลองอย่างไม่เป็นท่า
เงียบกริบ... ทุกสรรพเสียงในลานพิธีพลันมลายหายสิ้น
ทุกคนต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างจนแทบกลืนกินหมัดของตนเองลงไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือศิษย์พี่มู่เฉินผู้ยิ่งใหญ่ กำลังนอนคุกเข่าอย่างไร้เรี่ยวแรง เบื้องหน้าศิษย์สวะผู้ถือเพียงกิ่งไม้แห้งลำเดียว
หลี่มู่เหยาบนระเบียงหอเซียนถึงกับลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว มุมปากของนางคลี่ยิ้มบางเบาอย่างโล่งอก ทว่าแววตายังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนชื่นชมในตัวชายหนุ่ม
จ้าวเฟยหงก้าวเดินเข้าไปใกล้ม่างมู่เฉินที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว กิ่งไม้ในมือจ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นที่ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใด..." มู่เฉินเค้นเสียงถามด้วยความหวาดผวา เลือดสดๆ ไหลทะลักจากมุมปาก
จ้าวเฟยหงแย้มยิ้มบางเบา น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตใจของทุกคนในที่นั้น
"วิชาของข้าหรือ? มันไม่ใช่สิ่งทีคนใกล้ตายเช่นเจ้าควรใส่ใจ..."
ชายหนุ่มชะงักคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาคมกริบขึ้นไปมองบนท้องฟ้าเบื้องบนที่เริ่มแปรปรวนอย่างไร้สาเหตุ เมฆดำทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นรูปเกลียวพายุสายฟ้าสีครามขนาดมหึมาที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรก ก็ดังแทรกผ่านสายลมหนาวเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนในสำนักกระบี่เมฆา
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของกระผมด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 7
ดาบเดียวสะท้านเวที
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!