เปลวเพลิงสีชาดที่ลุกโชนดั่งมหาสมุทรโลกันต์ไม่ได้ทำให้ร่างของบุรุษหนุ่มสะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย
จ้าวเฟยหงก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้นดินที่หลอมละลายกลายเป็นลาวา สายตาคมกริบดั่งกระบี่โบราณจับจ้องไปยังเบื้องหน้า—อสูรเพลิงทมิฬ บรรพกาล สัตว์อสูรระดับนภาขั้นสูงที่แผดเสียงคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่าต้องห้าม ไอความร้อนมหาศาลบิดเบือนอากาศรอบกายจนโปร่งใส ทว่ากลับไม่อาจย่างกรายเข้าใกล้รัศมีสามเชียะรอบตัวเขาได้แม้แต่น้อย
"เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย... รนหาที่ตาย!"
เสียงคำรามกึกก้องด้วยคลื่นพลังจิตดังก้องในห้วงสมอง มันคือกรงเล็บแห่งอสูรที่ตะปบลงมาด้วยความเร็วเหนือเสียง พลังทำลายล้างนี้เพียงพอจะบดขยี้ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณให้แหลกเป็นจุลในพริบตา
ทว่า จ้าวเฟยหงเพียงปรายตามองอย่างเย็นชา
กระแสลมปราณเก้าสวรรค์ไหลเวียนในจุดตันTian ดั่งมังกรหลับใหลที่ถูกปลุกเร้า นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดวาดออกกลางอากาศ ร่างกายของเขาพุ่งทะยานเข้าประชิดอสูรเพลิงโดยไม่หลบเลี่ยง ปลายนิ้วแตะลงที่กลางหน้าผากของมันโดยตรง
*เปรี้ยง!*
คลื่นอักขระโบราณสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้น ทั่วทั้งผืนป่าต้องห้ามตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ดวงตาคู่โตของอสูรเพลิงทมิฬเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่กดทับลงมา ราวกับมดปลวกกำลังเงยหน้ามองเงาของทวยเทพผู้สร้าง กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพีดูเหมือนจะยอมจำนนต่อฝ่ามือคู่นี้
"คุกเข่าลง."
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่เปี่ยมด้วยอำนาจบัญชาสวรรค์เอื้อnออกเบา ๆ
*ตึง!*
เข่าขนาดมหึมาของอสูรเพลิงทมิฬกระแทกพื้นศิลาจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ มันพยายามดิ้นรนคำรามด้วยความเจ็บปวดและหยิ่งทะนง ทว่ายิ่งดิ้นรน โซ่ตรวนแห่งปราณมังกรก็ยิ่งรัดแน่นเข้าสู่แก่นวิญญาณ เลือดสีทองของมันหยดลงสู่พื้นดินจนเกิดเป็นเปลวไฟประหลาด
ณ ขอบเขตป่าต้องห้าม หลี่มู่เหยายืนสงบนิ่งอยู่บนยอดไม้สูง นางเฝ้ามองภาพนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ไอเย็นเยือกจากกายาเหมันต์ของนางสะท้อนความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ใบหน้าอันเย็นชา แม้จะเชื่อมั่นในตัวสหายผู้นี้เพียงใด แต่การสยบอสูรเพลิงบรรพกาลด้วยมือเปล่า... เป็นสิ่งที่เกินกว่าสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนทั่วไปจะจินตนาการได้
'เขาไม่ใช่แค่ศิษย์สวะแห่งตระกูลจ้าว... เฟยหง เจ้าซ่อนความลับอันใดไว้กันแน่?' นางรำพึงในใจ นิ้วเรียวกำด้ามกระบี่น้ำแข็งแน่นโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางระลอกคลื่นความร้อนที่แผดเผา จ้าวเฟยหงไม่ได้สนใจสายตานั้น เขายังคงกดฝ่ามือลงบนหัวอสูรเพลิง ถ่ายทอดโอสถจิตวิญญาณบรรพกาลเข้าสู่ร่างของมันเพื่อชำระล้างจิตมาร นี่ไม่ใช่การฆ่าล้างเพื่อสยบ แต่เป็นการทำพันธสัญญาเลือด—วิถีทางเดียวที่จะเปลี่ยนอร้ายอสูรให้กลายเป็นพาหนะคู่กายที่แท้จริง
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือป่าต้องห้ามก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าผ่าลงมาจากห้วงนภาอย่างไร้สุ้มเสียง แรงกดดันระดับทัณฑ์สวรรค์เริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหัน
จ้าวเฟยหงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มุมปากหยักยิ้มเย้ยหยัน ร่างกายพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางเวหาพร้อมกับอสูรเพลิงที่แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงฉานพุ่งตามติดราวกับเงาตามตัว
"คิดจะขัดขวางการทำพันธสัญญาของข้า... แม้แต่ฟ้าดินก็ยังเร็วเกินไปร้อยปี!"
เขายกมือขึ้นรับสายฟ้าสีม่วงด้วยมือเปล่า ท่ามกลางประกายแสงที่เจิดจ้าจนแสบตา เงาร่างของเขากลับดูสง่างามและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ทว่าในวินาทีที่กระแสลมปราณกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าศึกและกลิ่นอายพลังอันคุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียนก็พุ่งเข้ามาล้อมรอบพื้นที่ป่าต้องห้ามเอาไว้ทั้งหมด
มู่เฉิน... ศิษย์เอกสำนักใหญ่ผู้ทรยศ ปรากฏกายขึ้นพร้อมกองกำลังมือสังหารนับร้อยในเงาดำ!
ดวงตาทั้งคู่ของมู่เฉินสะท้อนประกายความโลภและอำมหิตขณะมองลงมาจากหน้าผาสูงชัน พร้อมกับกระบี่ในมือที่ชักออกจากฝักครึ่งหนึ่งเพื่อเตรียมปลิดชีพเขาในยามที่กำลังอ่อนแรงจากการทำพันธสัญญา
- เพลิงโอสถสวรรค์ -
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของกระผมด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 5
พันธสัญญาอสูร
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!