"เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าการปรุงโอสถหรือ? ข้าว่ามันเป็นเพียงการเผาผลาญสมุนไพรทิ้งให้เสียเปล่าเสียมากกว่า"
สุ้มเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งกระทบหินผาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในหอโอสถอัคนี ดวงตาของเหล่าศิษย์ในสำนักเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จ้าวเฟยหงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเตาหลอมสีนิล มือที่ดูบอบบางไร้เรี่ยวแรงของ 'ศิษย์สวะ' คนนี้ กำลังสะบัดข้อมือเพียงแผ่วเบา ทว่ากลับบังเกิดกระแสลมปราณหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น กดทับบรรยากาศรอบข้างจนเหล่าศิษย์ชั้นในต้องถอยกรูดด้วยความอึดอัด
มู่เฉิน ก้าวออกมาจากเงามืด มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างเหยียดหยาม แววตาที่จ้องมองมายังจ้าวเฟยหงนั้นเปี่ยมไปด้วยความริษยาที่ซ่อนเร้นภายใต้หน้ากากของศิษย์เอกผู้สง่างาม "จ้าวเฟยหง... เจ้ากำลังละเมอเพ้อพกสิ่งใด? ความรู้ด้านโอสถระดับขยะอย่างเจ้า ยังกล้าวิจารณ์ตำราโอสถขั้นสูงของสำนักเราอีกหรือ? หากไม่มีสิ่งใดจะแก้ตัว ก็จงคุกเข่าลงแล้วไสหัวออกไปเสีย"
จ้าวเฟยหงไม่แม้แต่จะปรายตาแล เขาเพียงดีดนิ้วหนึ่งครั้ง กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์ที่รุนแรงจนลมหายใจของทุกคนรอบข้างสั่นสะเทือนก็แผ่ซ่านออกมาจากเตาหลอมที่ไร้เปลวไฟ "ขยะหรือ... ผู้ที่ถือครองเพลิงสวรรค์แต่กลับมองเห็นเพียงขี้เถ้า ย่อมไม่คู่ควรกับตำแหน่งศิษย์เอก"
สิ้นคำพูดของเขา เตาหลอมสั่นสะเทือนรุนแรง เสียง 'เปรี้ยง' ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาด ดั่งสวรรค์พิโรธฝ่าลงมายังผืนดิน ฝาเตาหลอมกระเด็นออก เผยให้เห็นเม็ดโอสถสีทองอร่ามสามเม็ด ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ไอระเหยของมันก่อตัวเป็นรูปมังกรเพลิงที่กำลังคำรามก้องไปทั่วหอโอสถ
เหล่าผู้อาวุโสที่ซุ่มสังเกตการณ์อยู่บนม่านเมฆต่างพากันลุกขึ้นยืนด้วยความสั่นสะเทือน "นี่มัน... โอสถจุติลมปราณขั้นสูงสุด! เป็นไปไม่ได้! กลิ่นอายความบริสุทธิ์ถึงเก้าส่วนสิบ... แม้แต่เจ้าสำนักยังมิอาจปรุงได้เช่นนี้!"
หลี่มู่เหยา ที่ยืนเฝ้ามองจากมุมมืดของระเบียง ดวงตาของนางสั่นไหวด้วยความสับสนและความปิติที่ไม่อาจปิดบัง 'ชายผู้นี้... เขาซ่อนเร้นตัวตนเยี่ยงนี้มาตลอดหรือ? หรือว่าข้ากำลังมองเห็นตำนานที่กำลังจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง'
มู่เฉินหน้าถอดสี มือที่กำกระบี่คู่กายไว้สั่นเทา ความมั่นใจในฐานะยอดฝีมือสำนักพังทลายลงในพริบตา เขารู้สึกถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ผ่านแววตาที่ราบเรียบของจ้าวเฟยหง สายตาคู่นั้น... สายตาที่มองเขาประหนึ่งมดปลวกในกำมือ
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" มู่เฉินเค้นเสียงถาม เสียงนั้นสั่นพร่าไม่เหลือคราบศิษย์เอกผู้หยิ่งผยอง
จ้าวเฟยหงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ จังหวะการเดินของเขามั่นคงราวกับภูผา แต่ละย่างก้าวแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายที่กดดันจนเหล่าศิษย์รอบข้างทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว "ข้าก็คือข้า... คนที่เจ้าเคยเหยียบย่ำในวันวาน แต่ในวันนี้... ข้าคือผู้ที่จะขีดเขียนโชคชะตาของสำนักนี้ใหม่ทั้งหมด"
จ้าวเฟยหงหยิบเม็ดโอสถขึ้นมา เม็ดโอสถนั้นส่องประกายสว่างไสวจนข่มแสงอาทิตย์ให้ดับมืด "มู่เฉิน หากเจ้าปรารถนาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนัก ก็จงแสดงให้ข้าดูเสียสิว่า กระบี่ในมือเจ้า มีค่าพอจะรับคมความคิดของข้าหรือไม่?"
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบขาดสะบั้น เมื่อจ้าวเฟยหงหยิบกระบี่ไม้เก่าๆ ข้างกายขึ้นมา แทนที่จะใช้กระบี่เซียนเลิศหรู ทันใดนั้น เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือหลังคาหอโอสถ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังผู้มาใหม่ ซึ่งปลดปล่อยกลิ่นอายปราณสังหารที่ทำให้แม้แต่ผู้อาวุโสยังต้องหลั่งเหงื่อเย็น
"จ้าวเฟยหง... ในที่สุดข้าก็พบเจ้า" บุรุษชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะดึงหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของจ้าวเฟยหงกระตุกวูบ
นั่นคือใบหน้าของคนในอดีตชาติ... คนที่ควรจะดับสูญไปนับพันปีพร้อมกับเขา
ขอบคุณเหล่ารี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์แห่งโอสถและกระบี่ด้วยกันนะครับ
**เพลิงโอสถสวรรค์**
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 11
ศิษย์น้องสวะหรือปีศาจ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!