ความตายมิใช่จุดสิ้นสุด... หากแต่มันคือการเริ่มต้นของความทรงจำที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลุมศพแห่งกาลเวลา
หยาดโลหิตในอดีตชาติยังคงคาวคลุ้งอยู่ในความรู้สึก ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับเป็นเงาร่างของสตรีชุดขาวที่สะท้อนวับแวมอยู่บนผิวน้ำในสระบัวเหมันต์ แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ราวกับสรวงสวรรค์จงใจเปิดม่านให้มหาเทพผู้ร่วงหล่นได้หวนคืนสู่ห้วงภวังค์แห่งความหลัง ดวงตาของจ้าวเฟยหงหรี่แคบลงเล็กน้อย ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ ยามที่กลิ่นหอมเย็นดั่งดอกเหมันต์ลอยมาปะทะนาสิก กลิ่นกายนี้... รัศมีปราณนี้... มันคือสิ่งเดียวกับที่เคยสถิตอยู่ในห้วงหัวใจของเขาเมื่อพันปีก่อน
"ผู้ใด..."
เสียงทุ้มต่ำหลุดจากลำคอของจ้าวเฟยหงโดยไม่รู้ตัว แม้ในยามนี้เขาจะอยู่ในร่างของศิษย์สวะผู้ไร้รากฐานลมปราณ ทว่าจิตวิญญาณแห่งมหาเทพกลับแผ่ซ่านความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมารอบทิศทาง จนผิวน้ำในสระกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น
เงาร่างนั้นชะงักฝีเท้า นางไม่ได้หันกลับมาทันที ทว่าแผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์กลับสั่นสะท้านเล็กน้อย ราวกับสายลมหนาวพัดผ่านหัวใจ
"เจ้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของข้า... หรือเป็นเพียงศิษย์สวะที่บังเอิญหลงเข้ามาในเขตหวงห้ามแห่งนี้กันแน่?"
น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปีเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างระหงที่ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า
ในวินาทีที่แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้านั้น หัวใจของจ้าวเฟยหงราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบพลันเงียบงัน...
ใบหน้านั้น... ดวงตาคู่คมกริบที่เย่อหยิ่งและเย็นชาคู่นั้น...
*หลี่มู่เหยา!*
นางคือธิดาเจ้าสำนักเมฆาประจิม ผู้ซึ่งเคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาในสมรภูมิเซียน และเป็นเพียงคนเดียวที่ยอมเผาผลาญวิญญาณตนเองเพื่อปกป้องดวงจิตสุดท้ายของเขาไว้ก่อนที่เขาจะดับสูญ แต่นางควรจะดับสลายไปพร้อมกับมหาสงครามเก้าชั้นฟ้าเมื่อพันปีก่อนแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดนางจึงมาปรากฏกายอยู่ ณ ดินแดนรกร้างแห่งนี้ ในยุคสมัยที่ต่ำต้อยเช่นนี้ได้?
จ้าวเฟยหงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า
เนื้อหนัง ความรู้สึก เจ็บปวด และสมจริง ยืนยันว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
"หลี่... มู่เหยา"
เขาเผลอหลุดปากเรียกชื่อนั้นออกมา แววตาที่เคยเยือกเย็นและราบเรียบมาตลอดตั้งแต่ข้ามภพกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ความรู้สึกนับพันปีอัดแน่นอยู่ในอก ราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลายลงในชั่วพริบตา
ทางด้านหลี่มู่เหยา นางชะงักงันไปทันทีที่ได้ยินชื่อของตนหลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มชุดเทียนท่าทางซอมซ่อ ดวงตาคู่คมกริบหรี่ลงอย่างระแวดระวัง รังสีฆ่าฟันสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของนางโดยสัญชาตญาณ ปราณกระบี่เยือกแข็งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเกล็ดน้ำแข็งก่อตัวรอบกาย
"เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงรู้จักนามของข้า?"
เสียงของนางเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม กระบี่เซียนในฝักข้างกายสั่นระริกราวกับพร้อมที่จะปลิดชีพมดปลวกเบื้องหน้าได้ทุกเมื่อ นางเป็นถึงธิดาเจ้าสำนัก ผู้คนต่างก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง เหตุใดศิษย์สาย外 (นอก) ไร้ชื่อเสียงผู้หนึ่งจึงกล้าเอ่ยนามของนางอย่างไร้มารยาทเช่นนี้?
จ้าวเฟยหงได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เขาปรับสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม แม้ภายในใจจะคลื่นเหียนปั่นป่วนเพียงใดก็ตาม เขารู้ดีว่าหากเปิดเผยฐานะในตอนนี้ มีแต่จะนำภัยมาสู่ตัวโดยยังไม่ทันได้สะสางบัญชีแค้นกับมู่เฉิน
"นามของธิดาเจ้าสำนัก... ใครเล่าจะไม่เคยได้ยิน? ข้าเพียงแค่บังเอิญผ่านมา ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่านมานาน จึงเผลอเอ่ยปากออกไปด้วยความเคารพเท่านั้น แม่นางหลี่โปรดอย่าได้ถือสา" จ้าวเฟยหงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่าแฝงไว้ด้วยความนิ่งสงบผิดวิสัยเด็กหนุ่มทั่วไป
หลี่มู่เหยาจ้องมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ปราณในร่างของจ้าวเฟยหงอ่อนแอจนแทบมองไม่เห็น เป็นเพียงขยะที่แม้แต่ลมปราณขั้นรวบรวมลมปราณก็ยังไม่บรรลุนด้วยซ้ำ เหตุใด... สายตาของเขาจึงไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย? ยิ่งไปกว่านั้น แววตาคู่นั้นที่มองมาที่นาง... มันไม่ใช่สายตาของคนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก แต่มันเต็มไปด้วยความอาลัย ความเจ็บปวด และความอ่อนโยนล้ำลึกที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
"คำแก้ตัวฟังไม่ขึ้น..." หลี่มู่เหยาเอ่ยเสียงต่ำ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ชิดทีละก้าว แรงกดดันจากปราณเซียนระดับสูงถาโถมเข้าใส่จ้าวเฟยหงราวกับภูเขาหิมะถล่ม "เขตหวงห้ามสระเหมันต์แห่งนี้ แม้แต่ผู้อยังต้องได้รับอนุญาต แต่เจ้ากลับยืนอยู่ที่นี่อย่างไร้รอยขีดข่วน... เจ้าซ่อนวิชาอันใดไว้ หรือมีผู้ใดส่งเจ้ามาเป็นสายลับ?"
จ้าวเฟยหงไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขายืดอกขึ้นรับแรงกดดันนั้นโดยตรง แม้ร่างกายจะร้าวรานจนกระดูกแทบแหลกสลายจากแรงกดดันของยอดฝีมือ แต่จิตวิญญาณแห่งมหาเทพกลับคำรามก้องในห้วงสำนึก
*ต่อหน้าสตรีผู้นี้... ต่อหน้าดวงวิญญาณที่เขาเคยปกป้องด้วยชีวิต... เขาไม่มีวันก้มหัวให้เด็ดขาด!*
"หากข้าบอกว่า... ข้ามาที่นี่ เพื่อรอคอยท่านเล่า?"
จ้าวเฟยหงเอ่ยกระซิบ เสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานลึกลงไปในจิตใจของหลี่มู่เหยาอย่างประหลาด
ยามที่ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันอีกครั้ง ราวกับกาลเวลาหยุดหมุน ความหนาวเหน็บรอบกายพลันมลายหายสิ้น เหลือเพียงประกายแสงประหลาดจากดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ราวกับชะตากรรมที่ขาดหายไปนับพันปีได้เริ่มถักทอเส้นด้ายขึ้นใหม่อีกครั้ง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังแทรกเข้ามาในบรรยากาศอันเปราะบาง
"ฮ่าๆๆ! ดูนี่สิ... ข้าคิดว่าผู้ใด ที่แท้ก็เป็นไอ้สวะเฟยหงที่แอบมาลักลอบดูตัวตนสูงส่งของธิดาสำนักนี่เอง เจ้าคงไม่รู้สินะว่าโทษของการล่วงเกินแม่นางหลี่... คือการถูกเฉือนเนื้อทีละชิ้นจนกว่าจะตาย!"
เสียงของมู่เฉินดังขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมด พร้อมกับเงาร่างของศิษย์เอกสำนักใหญ่ที่ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ในมือถือกระบี่ส่องประกายแสงสีฟ้าครามพร้อมลงทัณฑ์
หลี่มู่เหยาขมวดคิ้วมุ่น นางละสายตาจากจ้าวเฟยหงชั่วขณะเพื่อหันไปมองผู้มาใหม่ ทว่าในจังหวะนั้นเอง จ้าวเฟยหงกลับขยับตัวอย่างรวดเร็วผิดมนุษย์ เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวบางของหลี่มู่เหยาไว้โดยไม่ทันตั้งตัว!
ดวงตาของหลี่มู่เหยาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยถูกบุรุษใดแตะเนื้อต้องตัวมาก่อนในชีวิต ยิ่งเป็นศิษย์สวะผู้นี้ด้วยแล้ว นางเตรียมจะใช้กระบี่ปลิดชีพเขาในทันที
ทว่า เสียงกระซิบข้างใบหูของจ้าวเฟยหงกลับทำให้ร่างของนางแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาด
*"หากไม่อยากให้พิษในกายของเจ้ากำเริบในคืนวันเพ็ญนี้... จงหุบปาก แล้วตามข้ามา!"*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนไปพร้อมกับข้า... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- เพลิงโอสถสวรรค์ -
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 12
พบพานโฉมงาม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!