ความกดดันระดับเก้าพันกิโลวัตต์ที่กดทับลงบนกระดูกสันหลังไม่ได้ทำให้จ้าวเฟยหงต้องก้มศีรษะลงแม้แต่นصفองศา
หินผาโบราณของค่ายกล "อัสนีพันศาสตรา" สั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าวลึกดั่งใยแมงมุม อักษรโบราณสีทองนับหมื่นตัวลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศราวกับฝูงผีเสื้อเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาผู้บุกรุกให้มอดไหม้เป็นจุล รอบบริเวณสนามทดสอบ ศิษย์สายตรงนับร้อยคนที่ยืนมองอยู่ต่างส่งเสียงฮือฮากระซิบกระซาบด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีผู้ใดในรอบร้อยปีที่ผ่านมากล้าท้าทายค่ายกลขั้นบรรพกาลนี้ด้วยขอบเขตพลังรวมปราณขั้นที่สาม... ยกเว้นชายหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนนี้
"มันบ้าไปแล้ว..." ผู้อาวุโสคุมสอบผู้หนึ่งอุทานออกมาเบา ๆ ใบหน้าชราภาพฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด "ค่ายกลนี้เคยบดขยี้แม้กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตชำระวิญญาณมาแล้ว ศิษย์สวะผู้นี้มีดีอันใด ถึงกล้าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ตรงหน้าผาอัสนี?"
จ้าวเฟยหงไม่ได้สนใจเสียงนินทารอบข้าง สายตาคมปลาบดั่งคมกระบี่ของเขากวาดมองค่ายกลตรงหน้าอย่างพิจารณา ท่ามกลางกระแสลมปราณที่ปั่นป่วนจนแทบฉีกร่างเป็นชิ้นๆ เขากลับหลับตาลงช้าๆ ซึมซับจังหวะการไหลเวียนของพลังงานธรรมชาติ ดั่งเซียนผู้ล่วงรู้ความลับของฟ้าดิน ในอดีตชาติ ฐานะมหาเทพของเขาเคยเหยียบยย่ำดาราจักรมาแล้ว ค่ายกลระดับนี้ในสายตาของเขา ก็เป็นเพียงภาพวาดของเด็กอมมือที่เต็มไปด้วยจุดบอดมหาศาล
"จุดอ่อนอยู่ที่ทิศบูรพา... สายธารปราณติดขัดเนื่องจากศิลาจารึกเสื่อมสลายตามกาลเวลา" จ้าวเฟยหงพึมพำกับตนเอง มุมปากหยักยิ้มเยาะเย้ยเล็กน้อย
ฟุ่บ!
ร่างเงาของจ้าวเฟยหงพุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรทะยานฟ้า ท่ามกลางเสียงคำรามของสายฟ้าฟาดสีครามที่ผ่าลงมาหมายปลิดชีพ ทว่าทุกย่างก้าวของเขากลับแม่นยำราวนับคำนวณไว้แล้ว เขาก้าวหลบอักษรเวทที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างเฉียดฉิว ปลายเท้าสัมผัสลงบนศิลาแต่ละก้อนด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะพอเจาะ ราวกับกำลังร่ายรำบทเพลงกระบี่โบราณ มากกว่าการเอาชีวิตรอดจากค่ายกลมรณะ
บนหอคอยสูงชัน หลี่มู่เหยายืนสงบนิ่งอยู่หลังม่านมุก ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของจ้าวเฟยหงไม่กะพริบ หัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งมาตลอดหลายปีกลับเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ นางเห็นความเด็ดเดี่ยว เห็นความหยิ่งผยองที่ไม่อาจสั่นคลอน และเห็น... เงาของบุรุษผู้จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
"เจ้าจะสร้างปาฏิหาริย์ให้ข้าได้เห็นอีกครั้งจริง ๆ หรือ... เฟยหง" นางพึมพำเบาๆ เรียวปากบางเม้มเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
ตู้มมม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ค่ายกลอัสนีพันศาสตราเกิดอาการปั่นป่วนอย่างรุนแรงเมื่อจ้าวเฟยหงใช้นิ้วชี้สยบจุดตายของค่ายกล พลังปราณบริสุทธิ์ทะลทะลวงเข้าสู่แกนกลางของค่ายกลจนอักษรเวทสีทองทั้งหมดแตกสลายกลายเป็นละอองแสงโปรยปรายลงมาดั่งหิมะ พื้นดินที่เคยสั่นสะเทือนกลับคืนสู่ความสงบเงียบ สงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของฝูงชนที่อ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานพิธี ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คนเดียว การผ่านค่ายกลที่ยากที่สุดในรอบร้อยปีด้วยตัวคนเดียวและใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป... นี่ไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ธรรมดาจะกระทำได้!
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความสำเร็จอันน่าเหลือเชื่อ จ้าวเฟยหงกลับมิได้แสดงสีหน้าดีใจแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันชั่วร้ายที่แฝงมากับสายลมจากทิศทักษิณ
แกร๊ก...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับเงาร่างของบุรุษชุดขาวผู้ถือพัดหยกเดินออกมาจากมุมมืดของประตูสำนัก รอยยิ้มเยาะเย้ยที่คุ้นเคยปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
"ไม่เลว... เกินความคาดหมายของข้าจริงๆ สำหรับศิษย์สวะที่น่าสมเพชเช่นเจ้า" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง มู่เฉินก้าวออกมาเบื้องหน้า สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความดูแคลนและริษยา "แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการผ่านค่ายกลบ้านี่ จะทำให้เจ้ามีสิทธิ์ยืนเคียงข้างข้าในสำนักเซียนกระบี่สวรรค์แห่งนี้?"
จ้าวเฟยหงค่อยๆ หันกลับไปสบตากับศัตรูคู่แค้นในอดีตชาติ แววตาของเขาเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้มู่เฉินถึงกับรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ
"มู่เฉิน... เจ้ายังคงไร้เดียงสาและหวาดกลัวเช่นเดิม" จ้าวเฟยหงเอ่ยน้ำบทนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจสะเทือนขวัญ "สุนัขที่เคยซدหางหนีในวันนั้น ต่อให้เจ้าสวมอาภรณ์หรูหราเพียงใด ก็ยังคงเป็นเพียงสุนัขที่รอวันถูกสยบใต้ฝ่าเท้าของข้าอยู่ดี"
บรรยากาศรอบตัวพลันท้องฟ้ามืดครึ้มลงทันطي สายลมพายุหมุนวนรอบตัวคนทั้งสองราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย มู่เฉินกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยว ฝ่ามือขวาเอื้อมกุมด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ที่เอวเตรียมชักออกมาสังหาร
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่คมกระบี่เล่มแรกจะถูกชักออกจากฝักเพื่อเปิดฉากการนองเลือด... เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังม่านเมฆบนท้องฟ้า พร้อมกับปรากฏการณ์คัมภีร์โบราณสีดำสนิทที่แผ่พุ่งออร่าแห่งความตายปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาเขต
"ฮ่าๆๆ... ดูท่าว่าศิษย์น้องจ้าว จะยังคงเป็นที่ต้องการของหลายๆ คนในยุทธภพสินะ"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและติดตามผลงานของกระผมด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
(ลงชื่อ) **เพลิงโอสถสวรรค์**
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 10
บททดสอบเข้าสำนัก
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!