ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 9

ก้าวสู่โลกกว้าง

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"เก้าปีในเมืองตระกูลหลี่... รากฐานนี้เปรียบเสมือนกรงขังที่คับแคบเกินกว่าจะกักขังพญาอินทรีที่เคยโผบินเหนือเก้าชั้นฟ้าได้" น้ำเสียงของจ้าวเฟยหงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานดั่งเสียงระฆังสำริดโบราณที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง ภายในห้องโถงลับแห่งเรือนพักพิง กลิ่นหอมจางๆ ของโอสถทิพย์วสันต์ยังคงลอยอวลอยู่กลางอากาศ แสงตะเกียงน้ำมันปราณทอประกายสีนวลกระทบกับใบหน้าด้านข้างที่คมคายและเยือกเย็นเกินกว่าเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีจะพึงมี เบื้องหน้าของเขาคือโต๊ะไม้แกะสลักที่วางคัมภีร์วิถีโอสถเล่มเก่าคร่ำคร่า และห่อสัมภาระผ้าแพรสีดำสนิท ข้างกายของจ้าวเฟยหงปรากฏร่างระหงของหลี่มู่เหยา นางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดู ใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นเรียบเฉยเย็นชา ทว่าแววตาที่ทอดมองบุรุษหนุ่มกลับซ่อนความอาลัยและคลื่นอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึงเอาไว้ "ท่านตัดสินใจแน่แล้วใช่ไหม... ว่าจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพายุโลหิตของสำนักเซียนร้อยกระบี่ในยามนี้?" หลี่มู่เหยาเอ่ยถาม เสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยค นิ้วเรียวดั่งหยกขาวกำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน นางรู้ดีว่าการก้าวเท้าออกจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ปากเหวแห่งความตาย มู่เฉิน ศิษย์เอกแห่งสำนักเซียนใหญ่ผู้นั้น ได้แผ่ขยายอิทธิพลและสายตาปกคลุมไปทั่วทั้งสามมณฑล ทันทีที่ตัวตนของจ้าวเฟยหงปรากฏต่อสายตาชาวโลก ความแค้นในอดีตชาติและการแย่งชิงความเป็นหนึ่งย่อมปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จ้าวเฟยหงหันกลับมาสบตา นางเซียนผู้เย็นชา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนงที่แม้แต่กาลเวลาก็ไม่อาจทำลายล้างได้ "มู่เหยา... ดอกบัวที่เติบโตในแจกันหยก ย่อมไม่มีวันทนทานต่อลมหนาวแห่งยอดเขาไท่ซานได้ ข้าคือจ้าวเฟยหง อดีตมหาเทพผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือเซียนสวรรค์เก้าองค์ขวางกั้น ข้าก็ย่อมใช้สองมือนี้แหละ... แหวกทางเดินของตนเองขึ้นไป" คำพูดนั้นไม่ได้โอ้อวด ทว่าเต็มไปด้วยพลังแห่งสัจธรรมที่กดทับจนบรรยากาศภายในห้องแทบหยุดนิ่ง หลี่มู่เหยาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความหวาดกลัวต่อภัยอันตรายและความศรัทธาอันไร้ขีดจำกัดที่มีต่อบุรุษผู้นี้ นางก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจที่เย็นดั่งน้ำแข็งปะทะเข้ากับกลิ่นอายปราณอันอบอุ่นของเขา มือเรียวบางยื่นออกไปช่วยจัดปมผ้าคลุมไหล่ให้จ้าวเฟยหงอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากเกินไป ภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นเพียงความฝัน "หากท่านก้าวไปข้างหน้า... ข้า หลี่มู่เหยา ขอใช้กระบี่เล่มนี้ ปัดเป่าเศษสวะที่บังaḥอาจขวางทางท่านให้สิ้นซาก ไม่ว่าสำนักเซียนใด หรือเทพองค์ไหน หากมันกล้าทำร้ายท่าน มันจะต้องก้าวผ่านร่างของข้าไปก่อน" คำประกาศกร้าวของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว นางยอมทิ้งทั้งตระกูล ละทิ้งตำแหน่งธิดาเจ้าสำนัก เพื่อเดินเคียงข้างบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจ จ้าวเฟยหงทอดมองสตรีผู้ยอมสละทุกสิ่งเพื่อเขา แววตาที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีกลับทอประกายอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง เขายื่นมือหนาไปแตะลงบนกลุ่มผมนุ่มสลวยของนางอย่างทะนุถนอม "ดี... เช่นนั้นเราไปกันเถอะ ไปทวงคืนทุกสิ่งที่เคยเป็นของเรา" ในวินาทีนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักโบราณของเรือนพักก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยคลื่นปราณสีทองอร่ามอันเกรี้ยวกราด แรงปะทะรุนแรงส่งผลให้ฝุ่นผงตลบอบอวล ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบพลันถูกแผดเผาด้วยอัดแน่นของจิตสังหารที่แผ่พุ่งลงมาจากเบื้องบน "จ้าวเฟยหง! เจ้าสวะตระกูลหลบซ่อนตัวอยู่ถึงเก้าปี ในที่สุดหางจิ้งจอกของเจ้าก็โผล่ออกจากรูแล้วสินะ!" เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองเล็กๆ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์กดทับลงมาจนพื้นศิลาภายในลานบ้านแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์ลายเมฆาปักดิ้นทองลอยเด่นอยู่กลางอากาศ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองลงมาด้วยความดูแคลนและกระหายเลือด มู่เฉิน! ศิษย์เอกแห่งสำนักเซียนร้อยกระบี่ ผู้ที่เหยียบย่ำและทรยศจ้าวเฟยหงในอดีตชาติ บัดนี้เขาได้ก้าวมาถึงเบื้องหน้าของพวกเขาเร็วกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก! หลี่มู่เหยาชักกระบี่ออกจากฝักในเสี้ยววินาที ประกายแสงสีฟ้าเย็นยะเยือกวาดผ่านความมืด พร้อมตั้งท่ารับมือด้วยจิตสังหารพุ่งพล่าน ทว่าจ้าวเฟยหงกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เบาๆ ใบหน้าของจ้าวเฟยหงไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นทอประกายแสงสีชาดลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนิทที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง "มู่เฉิน... สุนัขรับใช้ที่ข้าเคยเลี้ยงไว้เมื่อชาติก่อน กล้าดียังไงถึงเห่าหอนอยู่หน้าประเจิดประเจ้อเช่นนี้?" จ้าวเฟยหงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก้าวเท้าเดินผ่านร่างของหลี่มู่เหยาออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจใต้แสงจันทร์สีโลหิตที่เพิ่งเคลื่อนตัวมาบรรจบกันพอดี... กระบี่สะท้านฟ้าในมือของมู่เฉินส่งเสียงร้องคำรามดังก้องราวกับรับรู้ถึงความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นนาย และในวินาทีที่คมกระบี่สีทองถูกชักออกจากฝักจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ ท้องฟ้าทั่วทั้งอาณาบริเวณก็ผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างไร้เค้าลาง พร้อมกับเสียงประกาศิตจากเบื้องบนที่สั่นสะเทือนทุกดวงวิญญาณ... และร่างของบุคคลลึกลับอีกผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงาจันทร์ ทว่าแผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามู่เฉินหลายเท่าตัว! --- ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของกระผมด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%