ความแค้น... เป็นรสชาติที่หอมหวานที่สุดยามเมื่อมันถูกหมักบ่มด้วยกาลเวลา
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคลุ้งผสมผสานกับสายลมยามราตรีที่พัดผ่านยอดเขาอัคคีทมิฬ มู่เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องบน อาภรณ์สีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บโบกสะบัดตามแรงลม แววตาของมันทอประกายหยิ่งผยองราวกับมองลงมาจากสรวงสวรรค์ เบื้องล่างของมันคือจ้าวเฟยหง ผู้ที่มันเคยเหยียบย่ำและคิดว่ากำจัดให้พ้นทางไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของมู่เฉิน มีเพียงรอยยิ้มเหยียดหยันที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูแคลน ราวกับกำลังมองดูสุนัขข้างถนนที่บังอาจเห่าหอนใส่พยัคฆ์
"ร้อยปีผ่านไป... เจ้าก็ยังคงเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ค่าตัวหนึ่งอยู่ดี เฟยหง" เสียงของมู่เฉินดังก้องกังวาน ราวกับระฆังทองคำสั่นระรัว สะท้อนไปทั่วหุบเขาจนศิษย์หลายคนในสำนักต้องยกมือปิดหูด้วยความเจ็บปวดจากพลังกดดันอันมหาศาล
จ้าวเฟยหงมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่งสงบ ดั่งขุนเขาที่ไร้ซึ่งความหวั่นไหวต่อพายุร้าย ดวงตาคู่คมกริบสีนิลกาฬจ้องมองไปยังร่างของศัตรูคู่อาฆาต ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตชาติไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด ดั่งเปลวเพลิงที่ถูกสุมด้วยเชื้อไฟจนลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
"มู่เฉิน... หนี้เลือดครานั้น เจ้าคิดว่าเวลาเพียงร้อยปีจะลบเลือนมันได้งั้นหรือ?"
น้ำเสียงของจ้าวเฟยหงราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน หยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
ที่เบื้องหลังไม่ไกลนัก หลี่มู่เหยายืนกุมกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าที่งดงามดั่งเทพเซียนสลักเสลาเต็มไปด้วยความกังวล นางรู้ดีว่าคู่ต่อสู้ในยามนี้ไม่ใช่ยอดฝีมือทั่วไป แต่มันคือ "มู่เฉิน" ผู้ครอบครองเคล็ดวิชาสวรรค์เก้าคณาจารย์ที่น่าสะพรึงกลัว นางก้าวเท้าหมายจะเข้าไปยืนเคียงข้าง ทว่ากลับถูกสายตาคู่นั้นของจ้าวเฟยหงห้ามเอาไว้
สายตาที่สื่อความหมายชัดเจน... *ศึกนี้ ข้าต้องชำระด้วยมือของข้าเอง*
หลี่มู่เหยาสูดลมหายใจเข้าลึก Eธาตุลมปราณรอบตัวสงบลง นางเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มผู้กุมชะตากรรมของนางไว้ทั้งดวงใจ
*พรึบ!*
มู่เฉินไม่รอช้า มันสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง กระบี่วิเศษสีทองอร่ามพุ่งออกจากฝักด้วยเสียงคำรามดั่งพญาครุฑ ท้องนภาแปรเปลี่ยนเป็นสีทองคำในชั่วพริบตา แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปจนพื้นดินใต้เท้าของจ้าวเฟยหงปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"ตายเสียเถعات! เคล็ดกระบี่สวรรค์พิฆาต!"
กระบวนท่าอันรวดเร็วและไร้ปรานีพุ่งตรงเข้าหาเป้าหมาย รัศมีกระบี่เจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์แผดเผา หวังจะผ่าร่างของจ้าวเฟยหงให้เป็นจุลในกระบี่เดียว
ทว่า... ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง ร่างของจ้าวเฟยหงกลับเลือนหายไปจากจุดเดิม ราวกับควันไอที่ถูกสายลมพัดผ่าน
*ชing—!*
เสียงกระบี่กระทบกันเบาหวิว ดั่งเสียงดีดพิณโบราณ ทว่ากลับทรงพลังจนสะเทือนถึงขั้วหัวใจของมู่เฉิน
มู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันสัมผัสไม่ได้ถึงจิตปราณของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย กระบวนท่าที่มันมั่นใจนักหนากลับฟันถูกเพียงความว่างเปล่า
"เป็นไปได้อย่างไร..." มู่เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่อยากเชื่อ
เบื้องหลังของมัน จ้าวเฟยหงปรากฏกายขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวแตะเบาๆ ที่ด้ามกระบี่ไม้ธรรมดาเล่มหนึ่ง กระบี่ที่ไม่มีแม้แต่อักขระเวทหรือประกายแสงใดๆ ห่อหุ้ม แต่มันกลับแผ่กลิ่นอายที่แท้จริงของ "วิถีเซียน" ออกมาอย่างท่วมท้น
"วิชากระบี่ของเจ้า... ยังคงยึดติดอยู่กับรูปกายและเปลือกนอก" จ้าวเฟยหงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เจ้าคิดว่าการมีกระบี่วิเศษและพลังที่เหนือกว่า จะทำให้เจ้าไร้เทียมทานงั้นหรือ? ช่างโง่เขลานัก"
นี่คือวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นใหม่ผ่านการหลอมรวมความทรงจำแห่งมหาเทพและเคล็ดโอสถสวรรค์... **"กระบี่ไร้ลักษณ์"**
กระบี่ที่ไม่มีรูปร่าง ไร้กระบวนท่าตายตัว พริ้วไหวดั่งสายน้ำ และไร้ร่องรอยดั่งสายลม มันไม่อาจถูกมองเห็นด้วยตาเปล่า และไม่อาจถูกขัดขวางด้วยพลังปราณภายนอก เพราะมันถูกขับเคลื่อนด้วย "จิตวิญญาณ" และ "สัจธรรมแห่งฟ้าดิน" โดยแท้จริง
จ้าวเฟยหงชักกระบี่ออกจากฝักอย่างเชื่องช้า ทว่าทุก ๆ นิ้วที่เคลื่อนไหวกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนห้วงมิติรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีดำ มู่เฉินรู้สึกราวกับมีภูเขานับหมื่นลูกกดทับลงบนบ่า มันพยายามจะยกกระบี่ขึ้นตั้งรับ แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งกฎสวรรค์
แสงสว่างเจิดจ้าจากการชักกระบี่ส่องประกายสว่างวาบทั่วทั้งยอดเขาอัคคีทมิฬ รัศมีกระบี่สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบเชียบ แต่มันกลับทรงพลังจนสามารถผ่าผืนฟ้าออกเป็นสองซีกได้ในคราเดียว
มู่เฉินกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เมื่อมันตระหนักได้ว่า... กระบี่เล่มนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ร่างกายน.อ.ของมัน แต่มันกำลังจะทำลายรากฐานการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดที่มันสะสมมาตลอดร้อยปี!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์จะสัมผัสถึงตัวของมู่เฉิน ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายฟ้าสีเลือดเส้นมหึมาที่ผ่าลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคน!
ร่างเงาปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติที่ฉีกขาด สายตาสดใสทว่าเย็นชาคู่นั้นกวาดมองจ้าวเฟยหงและมู่เฉิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ
"เฟยหง... เจ้าคิดหรือว่า การล้างแค้นในวันนี้ จะจบลงแค่ความตายของไพร่พลตัวปลอมเช่นนี้?"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้วิถีกระบี่ของศิษย์สวะผู้นี้ก้าวข้ามขีดจำกัดไป100วันข้างหน้า เราจะเดินหน้าไปด้วยกันครับ
- เพลิงโอสถสวรรค์ -
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 16
กระบี่ไร้ลักษณ์
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!