โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายนิ้วเรียวยาว กระทบลงบนพื้นศิลาหยกเย็นเฉียบจนเกิดเสียง ‘ติ๊ง’ กังวานสะท้อนก้องไปทั่วห้องปรุงโอสถอันเงียบสงัด
กลิ่นอายอัคคีทมิฬที่เพิ่งแผดเผาพิษร้ายในร่างของธิดาเจ้าสำนักเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือไอความร้อนระอุอยู่จางๆ ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่ายอดเขาเหมันต์นิรันดร์ หลี่มู่เหยานั่งอยู่บนตั่งหยกด้วยสภาพร่างกายที่อาบชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ดวงตาคู่คมดุจกระบี่หงส์จ้องมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ ราวกับต้องการมองทะลุทะลวงผ่านร่างของศิษย์สวะผู้นี้ให้จมดิ่งลงไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ
“เจ้า… ทำได้อย่างไรกัน?”
น้ำเสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย ทว่ายังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งและระแวดระวังตามวิสัยของทายาทผู้ครองสำนัก เม็ดยาชำระกระดูกระดับเก้าที่แม้แต่ผู้วิชาโอสถระดับปรมาจารย์ยังต้องใช้เวลาโคจรลมปราณถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเพื่อขับพิษอัคคีโลกันตร์ แต่วานรผู้นี้… กลับใช้เวลาเพียงก้านธูปเดียว แถมยังใช้วิธีการหลอมรวมพลังปราณที่พิสดารพันลึกจนนางไม่เคยพบเห็นในคัมภีร์โบราณเล่มใดในใต้หล้า
จ้าวเฟยหงไม่แม้แต่จะชายตามองสภาพอันอิดโรยของนาง เขาเพียงแต่ใช้ผ้าแพรสีขาวสะอาดเช็ดคราบโลหิตสีดำบนปลายนิ้วอย่างใจเย็น ท่วงท่าอิริยาบถของเขาสง่างามราวกับเทพเซียนผู้สูงศักดิ์กำลังพู่กันเขียนภาพทิวทัศน์ หาใช่ศิษย์สวะที่ถูกขับไล่ไสส่งให้อยู่ในเรือนพักร้างท้ายสำนักไม่
“พิษอัคคีโลกันตร์แทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจรหลักทั้งเก้าของแม่นางหลี่มานานสามปีแล้วกระมัง?” จ้าวเฟยหงเอמהขึ้นเรียบเรื่อย น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้แจ้งที่สั่นสะเทือนหัวใจของคนฟัง “คนสำนักของเจ้าคงแนะนำให้ใช้ ‘โสมร้อยปีเพลิงสุริยัน’ เพื่อกดทับมันไว้สินะ น่าขันสิ้นดี… นั่นไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อเพลิงลงในกองเพลิง เพียงแต่ช่วยยืดเวลาให้เจ้าทนทุกข์ทรมานได้นานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น”
ร่างของมู่เหยาสั่นสะท้อนเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว คำพูดนี้… ถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่าคำทำนายของหมอดูเทวะคนใด อาการป่วยไข้เรื้อรังนี้คความลับสุดยอดของสำนัก แม้แต่มู่เฉิน ศิษย์เอกผู้พี่ที่นางไว้วางใจที่สุด ยังล่วงรู้เพียงผิวเผินว่านางถูกพิษ แต่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้ลึกซึ้งถึงขั้นระบุตำแหน่งจุดชีพจรหลักทั้งเก้าได้เลยแม้แต่คนเดียว!
“เจ้าเป็นใครกันแน่…” มู่เหยาขยับกายลุกขึ้นยืน แม้ลมปราณในร่างจะยังฟื้นฟูกลับมาไม่ถึงสามส่วน แต่วิถีกระบี่ในจิตใจของนางกลับถูกกระตุ้นจนแหลมคมดุจเงาพราย นางก้าวเข้าไปใกล้จ้าวเฟยหงทีละน้อย สายตาจ้องเขม็งราวกับจะค้นหาความจริง “ศิษย์สายในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับสาม… ไม่มีทางครอบครอง ‘วิชาหัตถ์อัคคีพลิกนภา’ ที่สาบสูญไปตั้งแต่ยุคบรรพกาลได้ ต่อให้เป็นเจ้าสำนักผู้ล่วงลับของข้า ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะใช้วิถีโคจรพลังเช่นนี้!”
จ้าวเฟยหงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาคู่นั้นล้ำลึกดั่งห้วงมหาสนุกที่ไร้ก้นบึ้ง ทว่าชั่วพริบตาเดียว มันกลับฉายแววเย้ยหยันโลกีย์ที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ
“ในสายตาของเจ้า ข้าอาจเป็นเพียงศิษย์สวะที่ไร้ค่า เป็นก้อนกรวดข้างทางที่ใครจะเหยียบย่ำก็ได้…” จ้าวเฟยหงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันอันไร้รูปบางเบาแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาโดยไม่ตั้งใจ แรงกดดันนี้มิใช่พลังปราณอันรุนแรง แต่เป็น ‘บารมี’ ของผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งเก้าชั้นฟ้าที่ติดตัวมาแต่ภพชาติก่อน “แต่ในสายตาของข้า… โลกใบนี้ทั้งใบ รวมถึงตัวของเจ้า ต่างก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่ข้ากำลังรอเวลาเดินเท่านั้น”
คำพูดที่สามหาวและเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานถึงขีดสุดนี้ หากหลุดออกมาจากปากผู้อื่น นางคงชักกระบี่ออกมาย่อยสลายร่างมันเป็นจุลไปนานแล้ว ทว่าเมื่อมันออกจากปากของบุรุษผู้นี้ กลับไม่มีความรู้สึกน่าขันแม้แต่น้อย มีเพียงความน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านเข้าเกาะกุมหัวใจ
มู่เหยาสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายเย็นยะเยือกของนางพญาเริ่มกลับคืนมา นางจ้องมองใบหน้านิ่งสงบของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง ประกายแสงประหลาดวาบขึ้นในแววตาคู่คม
ความลับที่ซ่อนเร้น… วิชาโอสถที่เหนือล้ำ… และท่าทีที่เย่อหยิ่งทระนงโดยแท้จริง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่จริงในตัวของเด็กหนุ่มผู้มีนามว่าจ้าวเฟยหงคนเดิม!
“หรือว่า…” มู่เหยาพึมพำกับตนเอง เสียงหัวใจของนางเต้นโครมครามดั่งกลองศึก “ข่าวลือเรื่องที่เจ้าถูกฟ้าผ่าที่หุบเขาอสูรเมื่อเดือนก่อน… แท้จริงแล้ววิญญาณของเจ้า…”
“แม่นางหลี่เป็นคนฉลาด” จ้าวเฟยหงขัดขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “คนฉลาดมักจะมีอายุยืนยาว แต่ในทางกลับกัน คนฉลาดที่รู้มากเกินไปในยุทธภพ… มักจะตายเร็วกว่าผู้อื่นเสมอ เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าอยากจะไขว่คว้าหาความจริงข้อนี้?”
บรรยากาศภายในห้องพลันตึงเครียดขึ้นมาถึงขีดสุด ลมปราณรอบกายของทั้งสองปะทะกันอย่างเงียบเชเชียบจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ของอนุภาคอากาศ หลี่มู่เหยากำด้ามกระบี่ข้างกายแน่น ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ นางรู้ดีว่าหากก้าวล่วงลึกไปกว่านี้ นางอาจก้าวเข้าสู่เขตแดนอันตรายที่ไม่อาจหวนกลับ ทว่าความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจที่นางไม่เคยสัมผัสมานานนับสิบปี กลับกำลังพลุ่งพล่านขึ้นในอก
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกำลังก่อตัวขึ้นบนเส้นด้ายแห่งความเป็นและความตาย ทันใดนั้นเอง—
*เปรี้ยง!*
เสียงฟ้าผ่าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลแผ่พุ่งมาจากทาง ‘ตำหนักกระบี่เมฆา’ ซึ่งอยู่ห่างออกไปสามลูกเขา แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงระลอกหนึ่งพัดโหมกระหน่ำเข้ามาจนหน้าต่างกระดาษฉีกขาดกระจัดกระจาย
เงาร่างสีขาวสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าประตูห้องพักอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
“ศิษย์น้องรอง… ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดธิดาเจ้าสำนักผู้สูงศักดิ์ จึงมาพำนักอยู่ในเรือนของศิษย์สวะชั้นต่ำเช่นนี้เล่า? หรือว่าเจ้ามีความลับอันใด ที่พี่ใหญ่อย่างข้า… สมควรจะต้องรับรู้ด้วย?”
มู่เฉินก้าวเท้าเข้ามาในห้อง แววตาของเขาคมกริบดั่งใบมีด กวาดมองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยเจตนาร้ายอย่างไม่ปิดบัง!
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 17
สายสัมพันธ์ก่อตัว
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!