ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 20

มรสุมยุทธภพ

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไป... บัดนี้ได้กลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่สั่นคลอนรากฐานของเก้าสำนักใหญ่จนแทบพลิกคว่ำแล้วครับท่านประมุข!" เสียงรายงานของผู้วอาวุโสชุดเทาผู้หนึ่งสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แม้เขาจะอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสูง ทว่ายามนี้กลับรู้สึกราวกับยืนอยู่ริมปากเหวแห่งความตาย เมื่อเบื้องหน้าของตนคือบุรุษผู้ครอบครองดวงตาดั่งพญามาร มู่เฉิน... ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่นภาลัย ผู้ซึ่งในอดีตเคยเหยียบย่ำศพของอาจารย์ตนเองเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้เขากำลังยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างหอคอยเก้าชั้นฟ้า สายตาทอดมองลงไปยังเบื้องล่างที่มีความเคลื่อนไหวราวกับมดปลวกกำลังตื่นตระหนก จอกสุราหยกในมือถูกบีบจนแตกร้าวเป็นผุยผง แต่มู่เฉินหาได้สนใจเศษหยกที่บาดลึกฝังลงไปในเนื้อหนังไม่ ไอสังหารสีครามเข้มข้นแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น ริมฝีปากที่ได้รูปยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรด ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความริษยาที่สั่งสมมานานนับร้อยปี "มู่เฉิน... เจ้ากล้าโผล่หัวมาเร็วกว่าที่ข้าคิดเสียอีกนะ... หึ หึ" เสียงหัวเราะในลำคอของมู่เฉินเยือกเย็นเสียจนอุณหภูมิภายในห้องโถงลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง เขายังคงจำช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มนามว่า "จ้าวเฟยหง" เคยเป็นดั่งเงาหัวที่คอยบดบังรัศมีของเขา แม้ในยามที่อีกฝ่ายตกลงสู่สถานะ "ศิษย์สวะ" ไร้รากปราณ แต่วิญญาณและสัญชาตญาณของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หาได้สูญสลายตามร่างเนื้อไม่ ข่าวการปรากฏตัวของจ้าวเฟยหงที่ทลายค่ายกลอัคคีผลาญสวรรค์ด้วยกระบวนท่าเดียว และการปรุงโอสถเม็ดทิพย์เก้าคณาอย่างไร้ที่ติ ได้แพร่สะพัดออกไปดั่งไฟลามทุ่ง ทั่วทั้งยุทธภพต่างสั่นสะเทือน สำนักใหญ่ทั้งเก้าต่างส่งสายลับและยอดฝีมือออกตามล่าตัวศิษย์สวะผู้นี้ ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า... เหยื่อที่พวกมันกำลังไล่ล่า บัดนี้ได้กลายเป็นผู้ล่าที่ถือตั๋วประกาศิตแห่งความตายไว้ในมือแล้ว ในขณะเดียวกัน ณ เรือนพักไผ่เขียวขจีที่ตั้งอยู่ลึกลงไปในเขตหวงห้ามของสำนัก บรรยากาศกลับเงียบสงบจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว หลี่มู่เหยา ธิดาเจ้าสำนักผู้เลื่องชื่อในความเย็นชาดั่งน้ำแข็ง กำลังยืนประสานมืออยู่เบื้องหน้าเตาหลอมโอสถอัคคีทมิฬ แสงสีส้มแดงจากเปลวเพลิงสะท้อนลงบนใบหน้างามล้ำที่ไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าแววตาคู่สวยกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามที่นางเหลือบมองบุรุษผู้กำลังนั่งหลับตาโคจรลมปราณอยู่บนแท่นศิลา จ้าวเฟยหงลืมตาขึ้นช้าๆ ไอปราณสีทองจางๆ สะท้อนในม่านตาคู่นั้น มันเยือกเย็น ลึกล้ำ และทรงพลังจนน่าหวาดหวั่น เขารู้ดีว่ามรสุมยุทธภพกำลังพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่ ยิ่งชื่อเสียงของเขาโด่งดังมากเท่าไหร่ ความโลภและข้ออ้างในการกำจัด "มารร้ายนอกรีต" ของพวกสำนักใหญ่ก็จะยิ่งชอบธรรมขึ้นเท่านั้น "ท่านเฟยหง..." เสียงของหลี่มู่เหยาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงความห่วงใยไว้ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการ "ข่าวด่วนจากแดนประจิมแจ้งว่า... มู่เฉินเคลื่อนพลด้วยตนเองแล้ว มันนำยอดฝีมือค่ายกลกระบี่ดาวตกเจ็ดดาราเคลื่อนเข้าประชิดเขตแดนเรา ระยะทางห่างออกไปเพียงสามร้อยลี้เท่านั้น" จ้าวเฟยหงลุกขึ้นยืนช้าๆ เสื้อคลุมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่ระเบิดออกโดยไร้เสียง เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องนภ้ายามนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีดำทะมึน สายฟ้าฟาดผ่าลงมาเป็นสายราวกับสวรรค์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ชะตากรรมของมนุษย์ "ให้มันมา..." จ้าวเฟยหงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังอำนาจดั่งประกาศิตจากสรวงสวรรค์ "หนี้เลือดเมื่อร้อยปีก่อน ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับมัน มู่เฉินคิดว่าการเป็นศิษย์เอกสำนักกระบี่นภาลัยจะทำให้มันบินหนีพ้นฝ่ามือของข้าได้เช่นนั้นหรือ" หลี่มู่เหยาขยับกายเข้าไปใกล้ รัศมีไอเย็นรอบตัวนางหลอมรวมเข้ากับไอปรมัตถ์ของจ้าวเฟยหงอย่างไร้รอยต่อ นางเอ่ยขึ้นด้วยความเด็ดเดี่ยว "หากสำนักใหญ่ทั้งเก้าต้องการประกาศสงครามกับท่าน... ข้า หลี่มู่เหยา พร้อมจะเคียงข้างท่านชักกระบี่ตัดหัวพวกมันให้สิ้นซาก แม้จะต้องทรยศต่อแผ่นดินฟ้าก็ไม่เสียดาย" จ้าวเฟยหงเหลือบมองสตรีผู้ยอมสละสิ้นทุกอย่างเพื่อเขา มุมปากหยักลึกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นท่ามกลางพายุฝนอันหนาบเหน็บ เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียอบางของนางไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอันหนักแน่นดั่งหินผา ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและพร้อมจะเผชิญหน้ากับมหาสงครามยุทธภพนั้นเอง... ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ทว่าไร้ซึ่งไอชีวิตหรือลมปราณของผู้มาเยือน ราวกับว่าร่างนั้นไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ จ้าวเฟยหงหรี่ตาลงคมกริบ สัญชาตญาณมหาเทพส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดทันที หลี่มู่เหยาชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก ปราณน้ำแข็งระเบิดออกแช่แข็งพื้นห้องในพริบตา ประตูกระดาษสาถูกลมพัดเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแผ่นป้ายไม้โบราณที่สลักด้วยโลหิตสีดำสนิท ปักอยู่กลางธรณีประตู พร้อมกับกระดาษจดหมายม้วนหนึ่งที่มีกลิ่นอายอัคคีทมิฬคุ้นเคยอย่างยิ่งยวด จ้าวเฟยหงก้าวเข้าไปหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมาคลี่ออกอ่าน สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขีดสุดในชั่วลมหายใจเดียว ข้อความด้วยลายมือที่เขาคุ้นเคยอย่างยิ่งเขียนไว้สั้นๆ แต่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวแทบแตกสลายเป็นจุล— *"อาจารย์... ศิษย์ผู้เนรคุณผู้นี้ นำของขวัญชิ้นใหญ่มามอบให้อาจารย์ที่หน้าสำนักแล้ว... เชิญรับชมได้เลย"* สิ้นเสียงข้อความนั้น แผ่นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวมาจากทางเข้าหลักของสำนัก พร้อมกับเพลิงประลัยกัลป์สีม่วงที่พวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า เผา ฐานรากค่ายกลพิทักษ์สำนักจนพังทลายลงในพริบตา! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่ามรสุม และเติบโตไปพร้อมกับตัวละครทุกตัวในโลกแห่งเซียนนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%