ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 21

ดินแดนลับบรรพกาล

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
“ถอยไป! ใครขวางทางนี้... ต้องตาย!” เสียงคำรามกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจคน ของมู่เฉินดังสะท้อนไปทั่วหุบเขาเบื้องล่าง เปลวเพลิงประลัยกัลป์สีม่วงที่กำลังลุกโชนเผาผลาญฐานรากค่ายกลพิทักษ์สำนัก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำลายล้างโครงสร้างกายภาพ หากแต่มันคือการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายที่ไม่มีวันหวนกลับ แรงระเบิดมหาศาลส่งผลให้เศษซากศิลาและค่ายกลโบราณปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ ท่ามกลางม่านควันสีเทาคลุ้งและกลิ่นอายคาวเลือดที่เริ่มคละคลุ้งในอากาศ ประตูแห่ง "ดินแดนลับบรรพกาล" ที่ถูกผนึกมานานนับพันปี บัดนี้ได้สั่นสะเทือนปลดปล่อยรอยแยกสีดำสนิทราวกับปากอสูรกลืนกินวิญญาณ แรงกดดันระดับมหาเทพแผ่ซ่ายกดทับบ่าของเหล่าศิษย์ทุกสำนักจนแทบทรุดเข่าลงกับพื้น จ้าวเฟยหงยืนนิ่งสงบอยู่บนยอดผาสูง สายลมยุทธ์พัดผ่านชายเสื้อคลุมสีครามของเขาจนปลิวสะบัด ดวงตาคู่คมกริบราวกับกระบี่โบราณทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง เขากวาดสายตามองม่านพลังสีม่วงเข้มเบื้องหน้าที่กำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พลังปราณในจุดตันเทียนของเขากำลังหมุนวนรับกับคลื่นความสั่นสะเทือนนั้นอย่างเงียบเชียบ ราวกับสัตว์ป่าหลับใหลที่กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน “นั่นคือ... ประตูแดนลับบรรพกาลจริงๆ ด้วย สมบัติวิเศษขั้นจักรพรรดิและคัมภีร์โอสถบรรพกาลต้องอยู่ข้างในนั้นแน่!” ศิษย์สำนักสายตรงผู้หนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความโลภโมโทสัน ก่อนจะพุ่งทะยานร่างเป็นสายแสงพุ่งตรงเข้าสู่รอยแยกมิติเบื้องหน้าเป็นคนแรก ทว่า... ร่างนั้นยังไม่ทันแตะต้องขอบเขตของประตู ร่างกายก็พลันแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกโพ้าง *ฉับพลัน!* ร่างของศิษย์ผู้นั้นก็ระเบิดออกเป็นละอองเลือดสาดกระเซ็นย้อมผืนดินเบื้องล่างให้กลายเป็นสีแดงฉานอย่างไร้เสียงกรีดร้อง แรงสะท้อนจากค่ายกลพิทักษ์แดนลับโหดเหี้ยมเกินกว่าที่ผู้มีตบะต่ำต้อยจะอาจเอื้อมแตะต้องได้ ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา เหล่าผู้ฝึกตนที่เคยหมายตาจะชิงความได้เปรียบต่างพากันชะงักฝีเท้า ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว “พวกเจ้าช่างโง่เขลานัก คิดว่าสมบัติสวรรค์จะยอมให้สวะเช่นพวกเจ้าเข้าไปหยิบฉวยตามอำเภอใจหรือ?” น้ำเสียงเย็นชาดั่งน้ำแข็งแกะสลักดังขึ้นจากด้านหลัง หลี่มู่เหยาปรากฏกายขึ้นเคียงข้างจ้าวเฟยหง นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับกระบี่วิเศษในมือที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวนางลดฮวบจนน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ดวงตางามลึกล้ำมองตรงไปยังร่างของมู่เฉินที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสีม่วงด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น มู่เฉินหันกลับมามอง ทั้งสองสบตากันผ่านม่านเพลิงที่กำลังลุกไหม้ มุมปากของมู่เฉินยกย่องเย้ยหยัน รอยยิ้มนั้นบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความกระหายอำนาจ “หลี่มู่เหยา... ศิษย์น้องหญิงผู้สูงส่ง เจ้าคิดว่าลำพังตัวเจ้ากับไอ้สวะแซ่จ้าว จะปกป้องสำนักและแย่งชิงสมบัติในแดนลับได้หรือ? ประตูเปิดออกแล้ว กฎเกณฑ์เดิมได้ตายไปพร้อมกับค่ายกลที่พังทลายลงแล้ว!” มู่เฉินประกาศก้อง พลังปราณขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์พวยพุ่งออกจากร่างจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม จ้าวเฟยหงยังคงไม่เอ่ยวาจาใด เขายกมือขึ้นสัมผัสหินหยกอุ่นในอก แววตาฉายแววเย้ยหยันวูบหนึ่ง สมบัติบรรพกาลอย่างนั้นหรือ? สิ่งที่พวกมันแย่งชิงกันด้วยชีวิต สำหรับเขาแล้วมันก็เป็นเพียงแค่เศษซากของเล่นที่เขาเคยโยนทิ้งไว้เมื่อชาติภพก่อนเท่านั้น ทว่า... ในสถานการณ์ปัจจุบัน การจะชำระหนี้แค้นเก่าและทะลวงขอบเขตพลัง จำเป็นต้องอาศัยกลิ่นอายปราณปฐพีภายในดินแดนลับนั้นเป็นสะพานเชื่อม “มู่เฉิน เจ้าพูดถูก... กฎเกณฑ์เดิมได้ตายไปแล้ว” จ้าวเฟยหงก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่ากลับทรงพลังจนกดทับเสียงคำรามของพายุเพลิงให้สงบลงชั่วขณะ “แต่เจ้าคงลืมไปว่า... ผู้ที่เปิดประตูบานนี้ ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นข้าต่างหาก” สิ้นคำพูดนั้น ฝ่ามือของจ้าวเฟยหงก็สะบัดออกเบาๆ อักขระโบราณนับร้อยตัวที่สลักอยู่ใต้พื้นศิลาพลันเรืองแสงสีทองเจิดจ้า พลังปราณที่เคยปั่นป่วนรอบประตูแดนลับกลับสงบลงในพริบตา ราวกับมันกำลังสยบแทบเท้าของผู้เป็นนายที่แท้จริง หลี่มู่เหยาเหลือบมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความเด็ดเดี่ยวและความลึกลับที่ห่อหุ้มตัวจ้าวเฟยหงทำให้เงามืดแห่งความตายที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นเรื่องรองไปเสียสนิท นางก้าวตามติดเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พร้อมตวัดกระบี่คุ้มกันด้านหลังทันที “ทุกคนฟังให้ดี... ใครที่อยากรอดชีวิต จงก้าวตามรอยเท้าข้าเข้ามา” จ้าวเฟยหงกล่าวสั้นๆ ก่อนจะพุ่งทะยานร่างดุจพญาอินทรีทะลวงผ่านม่านรอยแยกสีดำเข้าสู่ดินแดนลับบรรพกาลเป็นคนแรก มู่เฉินเห็นดังนั้นก็คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว “คิดจะหนีหรือ? ไม่มีทาง!” เขากระโจนตามเข้าไปในทันที พร้อมกับเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายเอกสำนักต่างๆ ที่เห็นโอกาสต่างกรูกันเข้ามาดั่งฝูงตั๊กแตน ความมืดมิดอันหนาทึบกลืนกินร่างของทุกคนในชั่วพริบตา กลิ่นอายโบราณอันน่าสะพรึงกลัวโชยปะทะใบหน้า ทว่าสิ่งที่รออยู่เบื้องหลังม่านรอยร้าวนั้น กลับไม่ใช่ทุ่งสมบัติหรือวิหารทองคำอย่างที่ทุกคนวาดฝัน เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดได้ จ้าวเฟยหงก็ต้องหยุดฝีเท้ากะทันหัน ร่างของเขายืนนิ่งค้างอยู่บนสะพานหินผุกร่อนเบื้องหน้าเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น เบื้องล่างนั้นไม่ใช่พื้นดิน แต่เป็นมหาสมุทรแห่งกระบี่นับแสนเล่มที่ปักสลับซับซ้อน และที่ใจกลางสะพานนั้น... มีร่างของใครคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้พวกเขาอยู่ ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีทองโบราณที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง รอบตัวไม่มีลมหายใจ ทว่าแรงกดดันระดับ "เซียนแท้จริง" กลับแผ่ซ่านออกมาจนกระดูกทั่วร่างของทุกคนส่งเสียงลั่นกรอบ มู่เฉินที่ตามเข้ามาติดๆ ถึงกับหน้าถอดสีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังนั้น ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่แห้งกรอดไร้เนื้อหนัง มีเพียงดวงตาส สีดำสนิทที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงวิญญาณ และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ใบหน้านั้น มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ "จ้าวเฟยหง" ในชาติภพก่อนอย่างไร้ผิดเพี้ยน! ร่างนั้นยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างน่าสยดสยอง ก่อนจะเอמהส่งเสียงแหบพร่าดังก้องในจิตสำนึกของทุกคน “ในที่สุด... ร่างทรงอันสมบูรณ์ก็มาถึงเสียที... เจ้าหนุ่ม เจ้าพร้อมจะรับความตายของตนเองหรือยัง?” --- ขอบพระคุณรี้ดдерทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาและคัมภีร์เซียนไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ... เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%