ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 14

เปิดฉากงานประลอง

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"ปกรณัมแห่งเก้าชั้นฟ้า... มิได้ถูกขีดเขียนด้วยความเมตตาของสวรรค์ หากแต่รจนาด้วยโลหิตของผู้อ่อนแอที่กลายเป็นเพียงธุลีใต้ฝ่าเท้าของผู้แข็งแกร่ง" เสียงก้องกังวานของมหาดรุณีผู้ควบคุมกฎแห่งลานประลองดังสะท้อนก้องหุบเขาอัคคีทมิฬ แรงกดดันจากจิตสังหารนับหมื่นสายที่ถั่งโถมเข้ามาพร้อมกันราวกับคลื่นยักษ์สึนามิแห่งพลังปราณ บดขยี้จนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ณ ใจกลางลานประลองสวรรค์เบื้องล่าง มวลหมู่ศิษย์จากแปดสำนักใหญ่และร้อยสำนักน้อยต่างเบียดเสียดกันแน่นขนัดราวกับฝูงมดปลวก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังแท่นหินอัคคีมณีที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ที่ซึ่งโชคชะตาและเกียรติยศของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจะถูกตัดสินด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว จ้าวเฟยหงก้าวเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยก้าวที่มั่นคงและเชื่องช้า อาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าของศิษย์สาย外 (นอก) มิได้ลดทอนรัศมีอันเยือกเย็นและสูงส่งที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรโบราณ ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงต่อสายตานับหมื่นที่มองมาด้วยความริษยา เหยียดหยาม และกระหายเลือด ในสายตาของอดีตมหาเทพผู้เคยเหยียบย่ำดาราจักร การชุมนุมครั้งนี้มิใช่การประลองเพื่อความเป็นหนึ่ง แต่มันคือ "ลานประหาร" ที่พวกมันทอดกายเข้ามาหาความตายกันเองต่างหาก "ดูมันสิ... ไอ้สวะจ้าวเฟยหง มันยังมีหน้ากล้าโผล่หัวมาในงานประลองใหญ่อีกหรือ? คิดว่าการตกปลาในบึงมังกรจะทำให้กิ้งก่าอย่างมันกลายเป็นมังกรขึ้นมาได้จริงๆ งั้นรึ?" เสียงหัวาะเยาะเย้ยดังมาจากกลุ่มศิษย์สายในของสำนักอัคคีผลาญสวรรค์ นำโดย "มู่เฉิน" ศิษย์เอกผู้ทรยศที่ยืนกอดอกอยู่บนระเบียงหยกขาว ใบหน้าของมู่เฉินประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน รัศมีพลังปราณระดับวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างจนศิษย์รอบข้างต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว จ้าวเฟยหงเหลือบสายตาขึ้นมองเพียงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มเยาะอย่างไร้ความรู้สึก *สวะผู้โง่เขลา... เจ้าคิดว่าการก้าวขึ้นสู่ระดับวิญญาณจะทำให้เจ้าเทียบชั้นกับข้าในอดีตได้กระนั้นหรือ? แม้ในยามนี้ข้าจะอยู่ในร่างที่อ่อนแอ แต่เคล็ดวิชาโอสถสวรรค์ในห้วงจิตก็เพียงพอที่จะเผาผลาญวิญญาณของเจ้าให้มอดไหม้ไปพร้อมกับลมหายใจแรกของการประลอง* ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูของ "หลี่มู่เหยา" ก็ก้าวลงมาจากเรือนรับรองเซียน นางปรากฏกายพร้อมกับกลิ่นอายความเย็นชาที่แผ่ซ่านไปทั่วรัศมีร้อยวา นางมิได้ชายตากลุ่มศิษย์สายในที่พยายามส่งเสียงคำนับเอาใจแม้แต่น้อย ทว่าดวงพักตร์อันงดงามล่มเมืองกลับหันตรงมายังทิศทางที่จ้าวเฟยหงยืนอยู่ สายตาของนางและเขาสบกันชั่วพริบตา... ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากเรียวปากอิ่มสวยของนาง มีเพียงความเชื่อมั่นอันหนักแน่นดั่งขุนเขา ที่สื่อสารผ่านแววตาสีรัตติกาลคู่นั้น *'ข้ารู้ว่าท่านซ่อนคมเขี้ยวใดไว้... สังหารพวกมันให้สิ้นซาก เพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของท่าน'* "เงียบเสียง!" เสียงประกาศิตของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคอยดาราศาสตร์ดังสะท้อนฟ้าดิน กดทับเสียงซุบซิบนินทาทั้งหมดให้มลายหายไปในพริบตา การจับฉลากคู่ประลองรอบแรกเริ่มขึ้นแล้ว ลูกแก้วดาราจักรลอยคว้างกลางอากาศ แสงสีทองและสีแดงพวยพุ่งสลับกันไปมาตามจิตอธิษฐานของผู้บำเพ็ญ จ้าวเฟยหงก้าวออกไปเบื้องหน้า ยื่นมือออกไปสัมผัสกับลูกแก้วดาราจักรตามกติกา ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานดั่งโลหิตก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นอักษรโบราณขนาดมหึมาสลักชื่อคู่ต่อสู้ของเขาในรอบแรก ชื่อที่ปรากฏ... ทำให้ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า มู่เฉินส่งเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างสะใจ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเหี้ยมเกรียม มันก้าวพรวดพราดลงมาจากระเบียงหยก ชักกระบี่เพลิงนิลออกจากฝักจนเกิดเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพันดังระงม "ฮ่าๆๆๆ! ฟ้าดินช่างเป็นใจยิ่งนัก! จ้าวเฟยหง... คู่ต่อสู้รอบแรกของเจ้า คือ 'อู๋เทียน' ผู้มีฉายา 'กระบี่โลหิตไร้ปรานี' ศิษย์พี่ใหญ่สายในผู้ถือครองกระบี่อัคคีทมิฬขั้นนภา! เจ้าเตรียมตัวถูกมันตัดหัวเสียเกลือกกลิ้งกับพื้นได้เลย!" เหล่าศิษย์รอบลานต่างพากันส่ายหน้า บางคนถึงกับหลับตาลงด้วยความเวทนา เพราะทุกคนรู้ดีว่าอู๋เทียนคือผู้คลั่งการฆ่าฟัน พลังปราณของมันอยู่เหนือจ้าวเฟยหงไม่ต่ำกว่าสามขอบเขต การเผชิญหน้ากันในรอบแรกเท่ากับการส่งศิษย์สวะไปตายอย่างไร้ที่กลบฝัง ทว่า... จ้าวเฟยหงกลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นบนไหล่อย่างใจเย็น ดวงตาสีดำสนิททอประกายแสงสีทองจางๆ ลึกล้ำจนน่ากลัว เขาก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอู๋เทียน ร่างกายสูงโปร่งยืนหยัดอย่างองอาจราวกับกระบี่ที่ไม่มีวันหักโค่น อู๋เทียนแยกเขี้ยวคำราม กลิ่นอายสังหารพุ่งทะลักเข้าใส่ร่างของจ้าวเฟยหงจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว "ไอ้สวะ... ข้าจะให้โอกาสเจ้าคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิตตอนนี้เสีย! มิฉะนั้น กระบี่นี้จะบดขยี้กระดูกทุกท่อนในร่างของเจ้าให้แหลกละเอียด!" จ้าวเฟยหงแย้มยิ้ม มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้หัวใจของอู๋เทียนกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เขายื่นมือออกไปแตะที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เหน็บอยู่ข้างเอว น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังอำนาจสะท้อนก้องฟ้าดินราวกับเสียงคำรามจากสวรรค์ชั้นเก้า "คุกเข่ารึ? ...น่าเสียดายที่ในพจนานุกรมของข้า สวรรค์ยังต้องคุกเข่าให้ แล้วเจ้า... เป็นตัวอะไรกัน?" สิ้นคำพูดนั้น จ้าวเฟยหงก็สะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่ไม้ไผ่ในมือถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว—! ตูมมมม—! คลื่นพลังกระบี่สีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกเมฆหมอกหนาทึบออกเป็นสองซีก แรงกดดันระดับมหาเทพที่ถูกผนึกไว้ในร่างพวยพุ่งทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก แผ่นดินทั่วทั้งหุบเขาอัคคีทมิฬสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย ร่างของอู๋เทียนที่เคยพยับผผงะด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับแข็งค้างดั่งถูกสาปให้เป็นหิน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อตระหนักได้ว่า... สิ่งที่ตนกำลังเผชิญหน้าอยู่มิใช่ศิษย์สวะ แต่คืออสูรกายจากขุมนรกที่จำแลงกายมา! ด้วยความเคารพและขอบคุณจากใจจริง เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%