กลิ่นอายโลหิตและกลิ่นอายโอสถระดับนภาที่อวลคละคลุ้งในโถงทดสอบอัคคีมิได้จางหายไปไหน รัศมีสีทองแดงจากเตาหลอมโบราณยังคงทอประกายระยิบระยับสะท้อนกับม่านตาของเหล่าผู้วิสุทธิ์แห่งสำนักกระบี่เมฆา
จ้าวเฟยหงยืนสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งไขว่หลังไว้ แววตาคมกริบดั่งกระบี่ที่ซ่อนฝักกวาดมองความอลหม่านตรงหน้า ร่างกายในชุดศิษย์นอกสำนักที่เคยถูกมองว่าเป็น "สวะ" บัดนี้กลับแผ่รังสีความกดดันที่แม้แต่บรรดาผู้วิสุทธิ์ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
“เจ้า... เจ้าใช้กลโกงอันใดกันแน่! ถึงสามารถหลอมโอสถทะลวงนภาขั้นสมบูรณ์ออกมาได้ด้วยปราณระดับก่อเกิดขั้นต้นเช่นนี้!” ศิษย์พี่ใหญ่แห่งหอโอสถแผדเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ ดวงตาแดงก่ำด้วยความริษยาที่แผดเผาจิตวิญญาณ
จ้าวเฟยหงเพียงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเยือกเย็นและเหยียดหยามถึงขั้วหัวใจ
“กลโกงงั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่ากังวานดั่งระฆังทองคำสั่นสะเทือนในห้วงสมองของทุกคน “วิถีแห่งโอสถหาใช่การสุมสมุนไพรตามตำราคร่ำครึ แต่มันคือการเข้าใจจิตแห่งฟ้าดิน... น่าเสียดายที่คนเช่นเจ้า ต่อให้มีเวลาอีกร้อยชาติ ก็ไม่มีวันเข้าใจว่าเหตุใดสมุนไพรพันปีจึงยอมก้มหัวให้ข้า”
“สามหรอก!”
เปรี้ยง!
ก่อนที่เสียงคำรามจะขาดหาย แรงกดดันมหาศาลสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านประตูหินเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ปราณกระบี่อันคมกลาตันและเยือกเย็นจับขั้วหัวใจกดทับลงมาบนบ่าของทุกคนในโถงจนเข่าแทบทรุด หลี่มู่เหยาที่ยืนอยู่ไม่ไกลสีหน้าเปลี่ยนสีทันที กระบี่ประจำกายในฝักสั่นระริกราวกับหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำลังย่างกรายเข้ามา
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุม ท่ามกลางละอองหมอกสีขาวที่จู่ๆ ก็พวยพุ่งขึ้นปกคลุมพื้นศิลา
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินผ่านม่านหมอกเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่ละย่างก้าวราọกับเหยียบย่ำอยู่บนหัวใจของผู้อยู่ในที่นั้น ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาด้วยด้ายทองคำ เส้นผมสีดำสนิทรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักรูปมังกรทะยานฟ้า ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก ทว่าแววตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก ราวกับมองมดปลวกในกำมือ
จ้าวเฟยหงหรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายแสงสีทองวาบผ่านนัยน์ตาคู่กรอบนั้น ชั่วพริบตาเดียว ร่างกายที่สงบนิ่งก็พลันตึงเครียดขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“คารวะศิษย์พี่ใหญ่... ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า ‘ผู้อาวุโสมู่’ แห่งยอดเขาเทวะสวรรค์แล้วกระมัง” จ้าวเฟยหงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ไม่อาจปิดบัง
ผู้ที่มาเยือนมิใช่ใครอื่น... มู่เฉิน! ศิษย์เอกแห่งสำนักใหญ่ผู้เคยหักหลังและผลักจ้าวเฟยหงลงสู่หุบเหวแห่งความตายในอดีตชาติ บัดนี้เขาได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของยุทธภพ กลายเป็นตัวตนที่ผู้คนต่างต้องก้มหัวให้ครึ่งค่อนแผ่นดิน
มู่เฉินหยุดเดินห่างจากจ้าวเฟยหงเพียงสามก้าว เขากวาดสายตาสำรวจร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความสนุกสนานของผู้ล่า
“ไม่นึกเลยว่า... คนที่ข้าเคยคิดว่ากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปแล้ว จะยังสามารถปีนป่ายกลับขึ้นมาจากนรกภูมิได้ แถมยังกล้ามาสร้างความวุ่นวายในสำนักกระบี่เมฆาแห่งนี้อีก” มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมเชือดเฉือน “เจ้ายังคงสามหาวและไม่เจียมตัวเหมือนเช่นเคย... น้องรอง”
คำว่า "น้องรอง" กระแทกเข้าที่ความรู้สึกของหลี่มู่เหยาจนนางต้องก้าวเท้าขึ้นมาขวางหน้าจ้าวเฟยหงไว้ ปราณน้ำแข็งรอบกายแผ่ขยายออกปกป้อง “มู่เฉิน! ที่นี่คือสำนักกระบี่เมฆา เจ้ามิใช่คนของที่นี่ ไฉนจึงบังอาจล้ำเส้นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของพวกเรา!”
มู่เฉินเหลือบมองหลี่มู่เหยาด้วยหางตา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏชัดขึ้น “ศิษย์น้องมู่... เจ้าช่างหลงใหลในตัว ‘ศิษย์สวะ’ ผู้นี้เสียจริง ถึงขนาดกล้าใช้กระบี่ชี้หน้าข้าผู้เป็นถึงผู้อาวุโสจากแดนเซียนเชียวหรือ? น่าเสียดาย... สตรีที่งดงามและมีพรสวรรค์เช่นเจ้า กลับตาบอดมองไม่เห็นว่า ใครกันแน่คือผู้ที่จะก้าวขึ้นครองบัลลังก์แห่งเก้าชั้นฟ้าอย่างแท้จริง”
“หุบปากของเจ้าเสีย!” หลี่มู่เหยาตวาดกร้าว พลังปราณน้ำแข็งระเบิดออกรอบทิศทางจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว
แต่มู่เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นปัดเบาๆ ปราณน้ำแข็งอันรุนแรงของหลี่มู่เหยาพลันสลายกลายเป็นไอหมอกในพริบตาเดียว ความต่างของขอบเขตพลังนั้นราวกับฟ้ากับเหว นางซึ่งอยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นปลาย ยังคงห่างไกลจากเขาลิบลับ
“เจ้ายังอ่อนแอนนัก มู่เหยา” มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองจ้าวเฟยหงตรงๆ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อชingดีชingเด่นกับเด็กๆ เช่นพวกเจ้า... ข้ามาเพื่อสิ่งนี้”
พูดจบ มู่เฉินก็แบมือออก ปรากฏลูกแก้วสีดำสนิทลอยวนเวียนอยู่บนฝ่ามือ ลูกแก้วนั้นแผ่ไอพลังมารอันชั่วร้ายออกมาปกคลุมทั่วทั้งโถง ทันทีที่จ้าวเฟยหงเห็นมัน แววตาของอดีตมหาเทพก็สั่นไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
“นั่นมัน... ‘ศิลาโลหิตบรรพกาล’ ที่ถูกผนึกไว้ในแดนต้องห้ามเก้าสวรรค์!” จ้าวเฟยหงแค่นเสียงลอดไรฟัน ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตชาติหลั่งไหลย้อนกลับมาดั่งคลื่นพายุ “ที่แท้... แผนการทรยศในวันนั้น เจ้าไม่ได้ทำเพื่ออำนาจในสำนัก แต่เจ้าแอบลักลอบนำมันออกมาเพื่อใช้เชื่อมต่อกับขุมพลังมารเบื้องล่าง!”
มู่เฉินหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น โถงทดสอบอัคคีสั่นสะเทือนตามแรงหัวเราะอันบ้าคลั่งนั้น “ฮ่าๆๆๆ! สมแล้วที่เป็นเจ้า... พี่ใหญ่! เจ้าฉลาดเป็นกรดเสมอมา แต่ก็น่าเสียดาย... ที่ตอนนี้ ต่อให้เจ้าจะรู้ทัน แดนดินถิ่นนี้ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งข้าได้อีกแล้ว!”
ทันใดนั้น มู่เฉินก็บีบศิลาโลหิตในมือจนแหลกละเอียด พลังมารสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลุเพดานหินพุ่งตรงสู่ท้องน้ายามค่ำคืน เกิดเป็นเสาแสงสีดำมหึมาผ่ากลางสำนักกระบี่เมฆา ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆทมิฬม้วนตัวคำรามด้วยเสียงกัมปนาทราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
เสียงระฆังเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งสำนัก เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์นับหมื่นต่างแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลหม่าน
มู่เฉินก้มลงมองจ้าวเฟยหงที่ยืนกำหมัดแน่นจนเลือดซึมออกมาจากฝ่ามือ รอยยิ้มอำมหิตปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
“ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของโลกใบนี้... และข้าจะให้เกียรติเจ้า เป็นคนแรกที่จะได้ลิ้มรสคมกระบี่มารที่ข้าเพิ่งหลอมขึ้นจากวิญญาณของอาจารย์เราเอง!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางแห่งโอสถและกระบี่นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — เพลิงโอสถสวรรค์
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 30
ศัตรูที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!