กรงเล็บเพลิงทมิฬกรีดผ่านม่านฟ้า ฉีกกระชากเมฆหมอกจนสลายกลายเป็นจุล แรงกดดันระดับเซียนขั้นหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของจ้าวเฟยหงแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ทว่าท่ามกลางพายุเพลิงที่กำลังแผดเผาทุกสิ่งจนมอดไหม้ ร่างของเด็กหนุ่มชุดคลุมสีเทา,นามจ้าวเฟยหงกลับยืนหยัดสงบนิ่งดั่งภูผา ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดออกเบาๆ ปราณกระบี่อัคคีสวรรค์สายหนึ่งก็พวยพุ่งสวนขึ้นไปอย่างไร้ความเกรงกลัว
"สุนัขที่ข้าเคยเลี้ยง... วันนี้ปีกกล้าขาแข็งถึงขนาดกล้าเห่าหอนต่อหน้าเจ้าของแล้วอย่างนั้นหรือ มู่เฉิน"
น้ำเสียงของจ้าวเฟยหงราบเรียบ เย็นชา และทรงอำนาจยิ่งกว่าเสียงคำรามของสายฟ้าฟาดทัณฑ์สวรรค์ มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นความเหยียดหยามถึงขั้วหัวใจ มู่เฉินที่ลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น ดวงตาคู่พญามารแดงก่ำด้วยจิตสังหาร เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว
"ปากดีนัก! จ้าวเฟยหง เจ้าในตอนนี้เป็นเพียงศัตรูสวะที่ไร้รากฐานพลัง ปราณแท้จริงในร่างเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ เอาอะไรมาอาจหาญต่อกรกับข้า!"
มู่เฉินคำรามลั่น ฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากัน ท้องฟ้าเบื้องบนพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศ หลอมรวมกันเป็น "หอกผ่าวิญญาณอสูร" ยาวสามสิบฟุต พุ่งทะยานลงมาหมายเสียบทะลุร่างของจ้าวเฟยหงให้แหลกเป็นจุลในพริบตาเดียว!
วิกฤตการณ์นี้รวดเร็วและรุนแรงจนผู้คนในสนามประลองต่างพากันกั้นหายใจ หลี่มู่เหยาที่ยืนอยู่เบื้องไกล หัวใจแทบหยุดเต้น ดวงตาคู่หงส์เบิกกว้าง มือเรียวบางที่กำด้ามกระบี่สั่นระริก นางก้าวเท้าออกไปสัญชาตญาณ พลังปราณน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อเข้าขัดขวางการโจมตีนั้น ทว่าความเร็วของหอกผ่าวิญญาณอสูรนั้นเหนือล้ำเกินกว่าจะคาดคิด
*เปรี้ยง!*
แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น แรงปะทะผลักดันให้ร่างของหลี่มู่เหยากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว มุมปากของนางมีโลหิตสีชาดไหลรินลงมาหยดหนึ่ง ทว่าแววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความห่วงใยอันลึกซึ้งที่ทอดมองไปยังแผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้า
"มู่เหยา... เจ้าถอยไปก่อน" จ้าวเฟยหงกล่าวเสียงนุ่ม แต่หนักแน่นดั่งประกาศิต
"ไม่... ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายท่านอีกเป็นครั้งที่สอง" หลี่มู่เหยาเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว นางก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลังของจ้าวเฟยหง กลิ่นอายความเย็นเยียบของนางผสานเข้ากับกลิ่นอายเพลิงอันร้อนแรงของเขา เกิดเป็นม่านพลังหยินหยางหมุนวนคุ้ม1ครองร่างทั้งสองไว้
มู่เฉินหรี่ตาลงมองภาพนั้นด้วยความริษยาและรังเกียจ "ฮ่าๆๆ ช่างเป็นคู่รักพลัดพรากที่น่าสมเพชเสียจริง! ดี ในเมื่อพวกเจ้าอยากตายร่วมกันนัก ข้าจะสงเคราะห์ให้วิญญาณทั้งคู่แตกสลายไม่ได้ผุดได้เกิด!"
บรรยากาศรอบกายตึงเครียดจนแทบหยดเป็นเลือด ในวินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงเส้นด้าย ความรู้สึกที่ทั้งสองคนต่างเก็บงำซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยต่อของความเป็นและความตายเริ่มเอ่อล้นทะลักทลาย
จ้าวเฟยหงเหลือบสายตากลับมามองหญิงสาวที่ยืนเคียงข้าง กลิ่นหอมจางๆ จากกายของหลี่มู่เหยาผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือด ช่างน่าเวทนาและงดงามในเวลาเดียวกัน ในอากัปกิริยาที่นางยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา ทำให้กำแพงน้ำแข็งในหัวใจของอดีตมหาเทพผู้โดดเดี่ยวมานานนับหมื่นปีเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างเงียบงัน
"เจ้าโง่... รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่?" จ้าวเฟยหงเอ่ยกระซิบ เสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน
หลี่มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งยามเหมันต์ บัดนี้กลับสะท้อนภาพใบหน้าของเขาไว้อย่างชัดเจน ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะเอื้อiนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกจากก้นบึ้งของหัวใจ
"ข้าไม่สนใจวิถีเซียน... ไม่สนใจกฎเกณฑ์ของสำนัก... และไม่สนใจว่าสวรรค์จะลิขิตให้เราเป็นเช่นไร จ้าวเฟยหง... ตั้งแต่วันแรกที่ข้าเห็นท่านยืนหยัดสู้กับฟ้าดิน ข้าก็รู้ตัวแล้วว่าชีวิตนี้... เป็นของท่านไปเสียแล้ว"
คำสารภาพท่ามกลางวิกฤตินี้ดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของจ้าวเฟยหง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี กฎระเบียบอันเข้มงวดของโลกบำเพ็ญเพียร และสถานะ "ศิษย์สวะ" ที่ค้ำคออยู่ ล้วนถูกเผาลาญจนมอดไหม้ในพริบตา ความรักที่ต้องห้าม... ความรู้สึกที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยชาติภพและสถานะ บัดนี้ได้ระเบิดออกราวกับทำLนบกั้นน้ำที่พังทลาย
"ถ้าเช่นนั้น..." จ้าวเฟยหงสูดลมหายใจลึก แววตาที่เคยมืดมนกลับทอประกายเจิดจ้าดั่งดวงตะวันแผดเผา "วันนี้ ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย ทวยเทพทั้งเก้าชั้นฟ้าขัดขวาง ข้า... จ้าวเฟยหงผู้นี้ ก็จะใช้กระบี่ในมือ ปกป้องสตรีที่ข้ารักไว้ด้วยชีวิต!"
สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ร่างของจ้าวเฟยหงก็สะท้านเฮือก พลังปราณที่เคยสูญหายกลับหลั่งไหลทะลักออกมาจากจุดตันเทียนดั่งกระแสน้ำวนแห่งมหาสมุทร รอยสักรูปมังกรเพลิงโบราณปรากฏขึ้นที่ต้นคอและลามเลียขึ้นสู่ใบหน้า ออร่าอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ จนมู่เฉินที่อยู่กลางอากาศถึงกับใบหน้าถอดสี ถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
"วิชา... วิชานั้นมันอะไรกัน! เจ้าฟื้นฟูพลังได้อย่างไร!" มู่เฉินแผดเสียงด้วยความตื่นตระหนก
จ้าวเฟยหงไม่ตอบคำถาม มือขวาแบออก ปราณกระบี่อัคคีสวรรค์ควบแน่นกลายเป็นกระบี่เรียวยาวไร้ฝักเล่มหนึ่ง รัศมีแสงสีทองแดงสว่างวาบจนแสบตา เขาก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่ง พื้นศิลาใต้ร่างแหลกละเอียดเป็นผุยผง
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่จ้าวเฟยหงกำลังจะพุ่งทะยานขึ้นไปสังหารมู่เฉิน ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เสียงคำรามของสายฟ้าสีดำสนิทดังสนั่นหวั่นไหว เมฆทัณฑ์สวรรค์หนาทึบรวมตัวกันเป็นรูปใบหน้ายักษ์มหึมาจ้องมองลงมาเบื้องล่าง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... มีร่างเงาสสายหนึ่งปรากฏขึ้นขวางกั้นระหว่างจ้าวเฟยหงและมู่เฉินอย่างเงียบเชียบ
เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าสวมหน้ากากเงินลายดอกบัวเพลิง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่ามู่เฉินนับร้อยเท่า และที่สำคัญ... ปลายนิ้วเรียวยาวที่ยื่นออกมาแตะลงบนคมกระบี่ของจ้าวเฟยหงเบาๆ นั้น กลับทำให้พลังปราณทั้งหมดของเขาหยุดชะงักลงทันที!
"วิชาฝืนลิขิตฟ้า... เจ้าเด็กน้อย เจ้ามีความกล้าหาญไม่เลวเลยนี่" เสียงหวานใสราวกับกระดิ่งเงินดังลอดออกมาจากหลังหน้ากาก ทว่ากลับทำให้หัวใจของจ้าวเฟยหงกระตุกวูบ
"เจ้าเป็นใคร?" จ้าวเฟยหงหรี่ตาลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวังถึงขีดสุด
บุคคลปริศนาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือขึ้นปลดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามจนล่มเมือง ทว่าแววตากลับเย็นชาราวกับมองซากศพ และประโยคถัดมาที่นางเอ่ยออกก็ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นหยุดชะงักลง...
"ข้าคือผู้ที่จะมาทวงคืนชีวิตของเจ้า... ศิษย์น้องรัก"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้กันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- เพลิงโอสถสวรรค์
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 27
รักที่ต้องห้าม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!