ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 34

ผู้อาวุโสคุกเข่า

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"หากกระบี่ในมือของเจ้ายังสั่นเทาเช่นนี้ เกรงว่าอีกสามลมหายใจ... โลหิตของเจ้าคงจะเปรอะเปื้อนพื้นหินอัคนีเบื้องล่างนี้จนหมดสิ้นแล้วกระมัง" น้ำเสียงทุ้มนุ่มหากแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอื้อnเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้า ณ ลานประลองกระบี่เก้าสวรรค์ สายตาหลายร้อยคู่ต่างจ้องมองไปยังจุดศูนย์กลางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดหวั่น พรั่นพรึง และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา บนพื้นหินแกร่งที่เคยแข็งแกร่ง บัดนี้กลับปรากฏร่างของผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอโอสถสวรรค์ "ไป๋เฉียน" คุกเข่าทรุดกายลงแนบพื้นอย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรี อาภรณ์สีเทาเข้มชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬและเศษฝุ่นผงจากแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับลงมาดั่งภูเขาห้าขุนเขา จ้าวเฟยหงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า มือข้างหนึ่งไขว้หลังไว้ อีกข้างปล่อยทิ้งแนบลำตัวอย่างผ่อนคลาย บนร่างของเขามิได้ปรากฏร่องรอยการชักกระบี่หรือการโคจรพลังปราณที่รุนแรงแต่อย่างใด ทว่าบรรยากาศรอบกายเขากลับบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ความกดดันระดับขอบเขตวิญญาณแท้จริงขั้นสมบูรณ์แบบ แผ่พุ่งกดทับร่างของผู้อาวุโสไป๋เฉียนจนเส้นเอ็นทั่วร่างปูดโปน ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานราวกับกำลังถูกย่างสดในเปลวเพลิงแห่งทัณฑ์สวรรค์ ในอดีต... ไป๋เฉียนผู้นี้คือผู้ที่เคยใช้นิ้วชี้หน้าด่าทอและขับไล่จ้าวเฟยหงออกจากสำนักด้วยข้อหา "ศิษย์สวะไร้รากปราณ" พร้อมทั้งเหยียบย่ำตำราโอสถบรรพกาลที่มารดาของเขาทิ้งไว้ให้จนแหลกละเอียดใต้ฝ่าเท้า ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาซ้อนทับกับความเป็นจริงในยามนี้ จ้าวเฟยหงปรายตามองชายชราเบื้องล่างด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความโกรธแค้น ไร้ซึ่งความสะใจ มีเพียงความว่างเปล่าดั่งมหาสمุทรที่มองมดปลวกดิ้นรน "ไป๋เฉียน..." จ้าวเฟยหงเอמהนเรียกชื่อนั้นแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปในจิตวิญญาณของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น "เจ้าจำได้หรือไม่... เมื่อสามปีก่อน เจ้าเคยกล่าวไว้ว่าอย่างไร?" ร่างของไป๋เฉียนสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวขีดสุด พลังปราณคุ้มกายระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นเก้าของเขาถูกกดทับจนแตกสลายไปนานแล้ว ยามนี้เขาเป็นเพียงชายแก่ใกล้ฝั่งที่กำลังเผชิญหน้ากับมัจจุราชในร่างมนุษย์ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของผู้อาวุโสใหญ่ ดวงตาเบิกโพ้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขารู้ซึ้งแล้วว่าช่องว่างระหว่างตนกับเด็กหนุ่มที่ตนเคยเรียกว่าสวะผู้นี้ มิใช่สิ่งที่เรียกว่าความห่างชั้น... แต่มันคือระยะห่างระหว่างสวรรค์กับขุมนรกโลกันตร์ "ทะ... ท่าน... จ้าว..." ไป๋เฉียนเค้นเสียงผ่านลำคอที่แหบแห้งได้อย่างยากลำบาก ลมหายใจติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดหลอดลมของเขาไว้ "ข้า... ผิดไปแล้ว... โปรด... โปรดเมตตา..." "เมตตา?" จ้าวเฟยหงแค่นเสียงหัวسراะในลำคอเบาๆ "ในวันที่มารดาของข้าอ้อนวอนขอเศษโอสถรักษาอาการบาดเจ็บ เจ้าเคยมีความเมตตาให้พวกเราบ้างหรือไม่? ในวันที่เจ้าโยนข้าออกจากหอโอสถทั้งที่กระดูกทั่วร่างแหลกเหลว เจ้าเคยคิดถึงคำว่าเมตตาหรือไม่?" ทุกคำพูดที่หลุดจากปากของจ้าวเฟยหง ราวกับอสุนีบาตที่ฟาดผ่าลงกลางใจของฝูงชน ศิษย์หลายคนในสำนักที่เคยร่วมผสมโรงกลั่นแกล้งจ้าวเฟยหงในอดีต ต่างพากันหน้าถอดสี ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำให้บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียด ในมุมหนึ่งของลานประลอง หลี่มู่เหยา ธิดาเจ้าสำนักผู้เลอโฉมและเย็นชาดั่งน้ำแข็ง ยืนกอดกระบี่คู่กายด้วยแววตาที่ทอประกายความซับซ้อน นางมองแผ่นหลังอันองอาจของจ้าวเฟยหง ความรู้สึกชื่นชมและศรัทธาเอ่อล้นอยู่ในอก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับความแค้นและภาระอันหนักอึ้งเพียงใด ทว่าเขากลับไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้ใดได้เห็นเลยแม้แต่น้อย "จ้าวเฟยหง! อย่าได้ลำพองใจให้มันมากนัก!" เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากด้านบนอัฒจันทร์ประธาน มู่เฉิน ศิษย์เอกแห่งสำนักผู้ถือครองกระบี่เพลิงเมฆา ทนดูความอัปยศนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขาพุ่งทะยานร่างลงมาจากที่นั่งด้วยความเร็วสูง ประกายเพลิงสีชาดแผดเผารอบกายจนอากาศรอบข้างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พลังปราณระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตราชันย์เซียนระเบิดออกอย่างเต็มกำลัง หมายจะใช้กระบวนท่าเผด็จศึกปลิดชีพจ้าวเฟยหงในกระบวนท่าเดียวเพื่อกู้หน้าสำนัก "เจ้าสวะ! ตายเสียเถอะ!" มู่เฉินคำรามลั่น ประกายกระบี่เพลิงพุ่งตรงเข้าหาร่างของจ้าวเฟยหงราวกับอัสนีเพลิงแผดเผา ทว่า... จ้าวเฟยหงมิได้ขยับเขยื้อนกายหนีแม้แต่น้อย เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ปรายตามองคมกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเย้ยหยัน ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่อยู่ห่างจากหน้าผากเพียงคืบ จ้าวเฟยหงเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วดีดเบาๆ ไปในอากาศ *เปรี้ยง!* คลื่นพลังกระแทกอันไร้รูปร่างระเบิดออกจากการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว พลังปราณเพลิงเมฆาของมู่เฉินที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ กลับถูกสลายหายไปในพริบตา ราวกับหยดน้ำที่ตกลงบนกองไฟที่มอดดับ ร่างของมู่เฉินกระเด็นลอยละลิ่วกลางอากาศราวกับว่าวขาดสะบั้น ก่อนจะกระแทกตกลงพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เลือดคำโตพุ่งทะนอกจากปากของเขา ศีรษะสั่นเทิยมและหมดสติไปทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ร้องสักแอะเดียว ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่ผู้อาวุโสระดับสูงคนอื่นๆ ที่นั่งชมอยู่บนหอคอยต่างก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด จ้าวเฟยหงกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานประลอง ก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างของไป๋เฉียนที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ชายชราทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวานราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย "ลุกขึ้นมา..." จ้าวเฟยหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงอำนาจจนไป๋เฉียนไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืน "แล้วบอกข้า... ว่าใครคือศิษย์สวะ... และใครกันแน่ที่สมควรต้องคุกเข่า" ยามนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามใดๆ แผ่พุ่งลงมาจากรอยแยกมิติเบื้องบน ราวกับว่ามีตัวตนอันยิ่งใหญ่จากดินแดนเซียนเบื้องบนกำลังจับจ้องมองมายังลานประลองแห่งนี้ และก่อนที่ใครจะได้ตั้งตัว ร่างของบุรุษชุดขาวผู้ถือพู่กันหยกโบราณก็ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่สั่นประสาทคนฟังจนแทบสิ้นสติ: "หึๆๆ... คิดไม่ถึงเลยว่า ผ่านไปสามปี มดปลวกตัวนี้จะเติบโตจนกลายเป็นภัยพิบัติที่แม้แต่สำนักใหญ่ยังต้องสั่นคลอน... น่าสนใจนัก จ้าวเฟยหง!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายเซียนนี้ครับ เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%