"เจ้าจงจำไว้... สิ่งที่ข้าพาท่านกลับมาในวันนี้ มิใช่ชัยชนะของสำนัก แต่คือการเหยียบย่ำโฉมหน้าของพวกมันที่เคยดูแคลนเราให้จมธรณี"
น้ำเสียงของจ้าวเฟยหงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นแห่งปราณสังหารที่กดทับบรรยากาศรอบกายจนเบาบางลงเบื้องหน้าประตูใหญ่สำนักเมฆาคล้อย ศิษย์ชั้นนอกนับร้อยที่เคยเหยียดหยามเขา บัดนี้กลับยืนตัวสั่นเทา ก้มหน้ามองพื้นดินไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นสบตาบุรุษผู้กลับมาพร้อมกับรัศมีแห่งวีรบุรุษที่แผ่ซ่านออกจากร่าง
จ้าวเฟยหงเดินนำหน้า ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด สายตาของเขามิได้มองดูเหล่าศิษย์ผู้น้อยเหล่านั้น แต่ทอดผ่านไปยังกลุ่มยอดฝีมือที่ยืนตระหง่านอยู่บนบันไดหยกขาวเบื้องหน้า
"ท่านอาจารย์... ข้ากลับมาแล้ว"
คำพูดนั้นดูเรียบง่าย ทว่าคนในสำนักต่างรู้ดีว่า 'ศิษย์สวะ' ผู้นี้มิใช่คนเดิมที่พวกเขาเคยขว้างปาเศษเดนอาหารใส่อีกต่อไป ในมือของเขาไม่ได้ถือกระบี่เหล็กขึ้นสนิม แต่เป็นศาสตราที่อาบไปด้วยกลิ่นอายบรรพกาลที่แม้แต่เจ้าสำนักยังต้องขมวดคิ้วด้วยความหวาดหวั่น
หลี่มู่เหยาที่เดินเคียงข้างเขามาตลอดทาง ขยับกายเข้ามาใกล้เพียงครึ่งก้าว นางปรายตามองไปยังเหล่าศิษย์ที่เคยกลั่นแกล้งจ้าวเฟยหงด้วยสายตาเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งกัดกินกระดูก ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "หากใครยังกล้าขวางทางท่านจ้าว... ร่างกายนี้จะเป็นคนจัดการให้หายไปจากบัญชีรายชื่อศิษย์เอง"
คำประกาศของนางธิดาเจ้าสำนักสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง
จ้าวเฟยหงหยุดก้าวเดินเมื่อเผชิญหน้ากับมู่เฉิน ศิษย์เอกผู้ทรยศที่ยืนกอดอกด้วยใบหน้าหยิ่งผยอง ทว่าในแววตาของมู่เฉินกลับมีความสั่นไหวที่ไม่อาจปิดบังได้เมื่อสัมผัสถึงพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของจ้าวเฟยหง ซึ่งดูเหมือนจะเหนือล้ำกว่าระดับเซียนขั้นที่ห้าไปไกลแล้ว
"วีรบุรุษงั้นหรือ?" มู่เฉินเค้นหัวเราะ ลากเสียงต่ำในลำคอ "เจ้าแค่ฟลุ๊คที่รอดตายจากหุบเขาอเวจีมาได้ อย่าได้ลำพองใจไปหน่อยเลย จ้าวเฟยหง... ในสำนักแห่งนี้ กฎคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้อยู่รอด ไม่ใช่ผู้ที่กลับมาพร้อมกับคำลวงโลก"
จ้าวเฟยหงไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เขาส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของมหาเทพที่มองดูมดปลวกพยายามกางปีกท้าทายพายุหิมะ
"มู่เฉิน... เจ้าเคยถามข้าว่า 'สวะ' กับ 'อัจฉริยะ' ต่างกันอย่างไร" จ้าวเฟยหงเอ่ยเบาๆ ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว แรงกดดันมหาศาลก็พุ่งทะยานเข้ากดทับมู่เฉินจนเข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงบนพื้นหินจนแตกร้าว "คำตอบคือ... อัจฉริยะมักตายเพราะความมั่นใจในตนเอง แต่สวะอย่างข้า... มักจะขึ้นไปเหยียบย่ำบนยอดเขาที่พวกเจ้าเอื้อมไม่ถึง"
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เหล่าศิษย์รอบข้างถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครคาดคิดว่าศิษย์ที่เคยอ่อนแอที่สุดจะกลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของศิษย์เอกผู้ยิ่งใหญ่ได้ในพริบตาเดียว
จ้าวเฟยหงเดินก้าวข้ามผ่านมู่เฉินที่กำลังกระอักเลือด เขาสื่อสารผ่านทางจิตถึงหลี่มู่เหยา "มู่เหยา เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม... คืนนี้ เราจะมิได้เพียงแค่กลับมา แต่เราจะพลิกฟ้าสำนักนี้เสียใหม่ ความลับที่ข้าซ่อนไว้ในโอสถสวรรค์จะถูกเปิดเผย เพื่อให้ศัตรูที่แท้จริงเผยโฉมออกมา"
หลี่มู่เหยาพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว "ไม่ว่าท่านจะให้ข้าทำสิ่งใด แม้ต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ ข้าก็จะอยู่เคียงข้างท่าน"
ทว่าในวินาทีที่จ้าวเฟยหงก้าวพ้นประตูโถงใหญ่ เสียงระฆังโบราณของสำนักก็ดังสนั่นหวั่นไหวโดยไม่มีผู้ใดไปสั่นมัน เสียงนั้นมิใช่เสียงระฆังสำนักปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ไม่ได้ยินมานานกว่าร้อยปี!
มู่เฉินที่ทรุดอยู่บนพื้นกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีสดไหลซึมจากมุมปาก "เจ้าคิดว่าเจ้าคุมเกมได้งั้นหรือ? จ้าวเฟยหง... ดูเหมือน 'ของขวัญ' ที่เจ้าทิ้งไว้เมื่อครั้งอดีต มันกำลังกลับมาทวงหนี้จากเจ้าถึงหน้าประตูสำนักแล้ว!"
จ้าวเฟยหงชะงักฝีเท้า เมื่อไอหมอกสีดำมืดมิดเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือท้องฟ้าสำนัก ท้องฟ้าที่ควรเป็นสีครามกลับถูกย้อมด้วยสีเลือด และจากรอยแยกของมิติเบื้องบน... มือขนาดมหึมาที่แฝงไปด้วยอักขระเวทต้องห้ามกำลังฉีกกระชากห้วงอากาศลงมา เพื่อจ้องสังหารบุรุษผู้กลับมาในฐานะวีรบุรุษผู้นี้โดยเฉพาะ!
ศึกที่คิดว่าจบสิ้น กลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่แท้จริง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายเซียนนี้ครับ
เพลิงโอสถสวรรค์
ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 33
หลังม่านความสำเร็จ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!