"นี่คุณ... เอาเงินมาจากไหนตั้งแปดหลัก?!"
เสียงอุทานของฟ้าใสที่ดังลั่นห้องซ่อมคอมพิวเตอร์ขนาดคูหาเดียว ทำให้พัดลมเพดานเก่าๆ แทบจะหยุดหมุนด้วยความตกใจ หญิงสาวหน้าซีดเผือด มือเรียวยังคงสั่นเทาขณะจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงยอดเงินในบัญชีธนาคารของคินน์ ซึ่งเพิ่งโอนเข้ามาสดๆ ร้อนๆ เพื่อเคลียร์หนี้สินทั้งหมดที่ร้านซ่อมคอมเคยเผชิญมา
คินน์ ในชุดเสื้อยืดคอกลมย้วยๆ กับกางเกงเลย์สีซีดซึ่งขยับมาเป็นลุคประจำตัว กลับยืนกอดอกพิงชั้นวางเมนบอร์ดด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับว่าตัวเลขแปดหลักในบัญชีนั้น เป็นเพียงเศษเงินทอนจากการซื้อลูกอม เมนบอร์ดหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รอบตัวดูหมองลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเกินร้อยของอดีตซีอีโอหนุ่ม
"เงินเก็บก้อนสุดท้ายจากเบี้ยเลี้ยงคนตกงานครับคุณฟ้าใส" คินน์ตอบหน้าตาย น้ำเสียงราบเรียบจนน่าหมั่นไส้ "ระบบมันเพิ่งปลดล็อกบัญชีฉุกเฉินให้ผม... เอาเป็นว่า ตอนนี้เราไม่ต้องนั่งกินมาม่าห่อละหกบาทเคลือบน้ำตาอีกต่อไปแล้วครับ"
"หกบาทบ้าบออะไร! ฉันกินรสหมูสับห่อละเจ็ดบาทต่างหากเล่า!" ฟ้าใสกระแทกเสียงใส่ พร้อมกับถลึงตาใส่ร่างสูงด้วยความหมั่นเขี้ยวผสมความโล่งอกจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น "แล้วนี่คุณเล่นซะฉันใจหายวาบ นึกว่าไปปล้นธนาคารที่ไหนมา... ประสาทจะกิน รีเซ็ตชีวิตอะไรของคุณเนี่ย ทำเอาฉันหัวใจจะวายตายวันละสามรอบ!"
"หัวใจวายเพราะตกใจ หรือหัวใจวายเพราะดีใจที่คุณไม่ต้องแบกรับหนี้สินคนเดียวแล้วกันแน่ครับ?" คินน์ยิ้มกริ่ม ขยับเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกนิดจนฟ้าใสต้องถอยหลังไปชนโต๊ะทำงาน เสียงหัวใจของเธอเต้นโครมครามไม่ใช่เพราะความโรแมนติก แต่เป็นเพราะความตกใจระคนความซาบซึ้งที่อัดแน่นจนจุกอก
ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่คินน์ตกลงมาสู่จุดต่ำสุด กลายเป็นคนตกอับไม่มีหัวนอนปลายเท้า ฟ้าใสคือคนที่คอยหยิบยื่นข้าว น้ำ และที่ซุกหัวนอนให้โดยไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว แม้ปากจะร้ายและคอยบ่นกระปอดกระแปดอยู่ตลอดเวลา แต่แววตาของเธอกลับมีความห่วงใยซ่อนอยู่เสมอ
และในวินาทีนี้... เมื่อผู้ชายคนนี้พลิกสถานะกลับมาเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา เขากลับไม่ได้เลือกที่จะเดินหนีหายไปในกลีบเมฆเหมือนในละครน้ำเน่า แต่เขากลับเลือกที่จะใช้เงินก้อนโตนั้น เพื่อปลดเปลื้องภาระทั้งหมดบนบ่าของเธอ
"นี่... เลิกทำหน้าซึ้งได้แล้วครับ" คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อเห็นดวงตากลมโตของฟ้าใสเริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้า "ในเมื่อกระเป๋าเงินเราพองโตขนาดนี้แล้ว... บ่ายนี้ผมขอประกาศิตบัญชา ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัวของคุณ เราจะไปปิดซอยกินหมูกระทะกันครับ!"
"หา? หมูกระทะเนี่ยนะ?" ฟ้าใสขมวดคิ้วมุ่น ปาดน้ำตาที่เกือบจะไหลออกมาชingทิ้งอย่างรวดเร็ว "นายเพิ่งมีเงินล้านนะคินน์! คนมีเงินระดับนี้เขาต้องไปดินเนอร์หรูบนโรงแรมห้าดาว จิบไวน์หลักแสนเคล้าเสียงไวโอลินสิฟะ มาชวนฉันกินหมูกระทะควันโขมงเนี่ยนะ?"
"ไวน์ห้าดาวอะไรนั่น สู้หมูสามชั้นย่างเกรียมๆ จิ้มน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ดไม่ได้หรอกครับ" คินน์ยัก
"ชีวิตคนเรามันสั้น จะไปกินของแพงลิบลิ่วทำไมให้ปวดท้อง ในเมื่อความสุขที่แท้จริงมันคือการได้คีบหมูร้อนๆ เข้าปากพร้อมกับซดน้ำซุปร้อนๆ ต่างหากล่ะ... ไปครับ! วันนี้ผมเหมาหมดร้าน!"
ผ่านไปเพียงสามสิบนาทีต่อมา ณ ร้าน "หมูกระทะเศรษฐีพันล้าน" (ตั้งชื่อตามความมโนของคินน์เองล้วนๆ) เสียงพนักงานและเจ้าของร้านต่างพากันตื่นตะลึงเมื่อลูกค้าร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาพร้อมกับสาวห้าวคู่ใจ
"รับโต๊ะไหนดีครับพี่?" พนักงานต้อนรับถามเสียงสั่นเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของแขกคู่นี้
"ไม่ต้องเลือกโต๊ะครับ" คินน์โบกมืออย่างใจ
"ผมเหมาโซนริมสวนตรงนี้ทั้งหมดสิบโต๊ะ จัดเตามาให้สิบเตา ถ่านสิบกระสอบ หมูสามชั้นสไลด์มาหนึ่งร้อยถาด กุ้งแม่เหล็ก—เอ๊ย กุ้งแม่น้ำอีกห้าสิบโล เบียร์วุ้นสามลัง และโค้กขวดลิตรอีกสิบขวดครับ!"
ฟ้าใสถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองทันทีที่ได้ยิน เธอยกมือขึ้นปิดปาก ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนลูกตาแทบหลุดออกมาจากเบ้า "นี่นายบ้าไปแล้วเหรอคินน์! มากินกันแค่สองคนนะเฟ้ย! สิบเตา? หมูร้อยถาด? นายคิดว่าเราเป็นไดโนเสาร์กินพืชหรือไงฟะ!"
"เผื่อเลือกครับคุณฟ้าใส" คินน์ยักคิ้วหล่อเหลาใส่
"คนรวยเขาไม่สั่งทีละจานให้เสียเวลาครับ มันเสียอารมณ์ตอนกิน วันนี้เราจะกินให้เตาไหม้ ร้านเจ๊แกงส้มสะเทือนกันไปข้างหนึ่งเลย!"
ว่าแล้ว คินน์ก็จัดการทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีแดงอย่างไม่ถือตัว มือหนาคว้าที่คีบเหล็กขึ้นมาจัดการโบกสะบัด สั่งให้พนักงานยกของกินทุกอย่างในเมนูมาเสิร์ฟแบบรวดเร็วดั่งพายุหมุน บรรยากาศรอบโต๊ะเริ่มคุกรุ่นไปด้วยควันสีขาวจากเตาถ่านที่เพิ่งถูกจุดขึ้นมาใหม่ๆ กลิ่นหอมของเนยที่ละลายเคลือบกระทะเหล็ก ส่งกลิ่นยั่วยวนชวนน้ำลายสอจนโต๊ะข้างๆ ต้องหันมามองด้วยความอิจฉา
ความสนุกสนานและเสียงหัวเราะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟ้าใสที่ตอนแรกยังทำท่าทางเกร็งๆ ในที่สุดก็ทนต่อกลิ่นหอมเย้ายวนไม่ไหว เธอคว้าตะเกียบขึ้นมาคีบหมูสามชั้นชิ้นโตวางลงบนยอดโดมของเตากระทะ เสียง "ฉ่าาาาาา!" ดังสนั่นลั่นทุ่ง พร้อมกับน้ำมันหมูที่ไหลเยิ้มลงไปในร่องน้ำซุป สร้างความฟินระดับสิบให้แก่สองหนุ่มสาว
"อื้อหือ... อร่อยเหาะ!" ฟ้าใสเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มป่อง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความสุข ลืมภาพความเครียดเรื่องหนี้สินคอมพิวเตอร์พังไปจนหมดสิ้น "ไม่คิดเลยว่าเงินของนาย จะเปลี่ยนเป็นหมูสามชั้นที่อร่อยขนาดนี้ได้!"
"เห็นไหมล่ะครับ ผมบอกแล้วว่าความสุขซื้อได้ด้วยหมูกระทะ" คินน์หัวเราะร่วน มือข้างหนึ่งคีบกุ้งลงเตา อีกข้างคอยรินน้ำโค้กใส่แก้วให้หญิงสาวอย่างเอาอกเอาใจ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่ดังกลบเสียงจอแจรอบร้าน
แต่ทว่า... ความสุขมักจะอยู่กับคนเราได้ไม่นานนัก ในขณะที่คินน์กำลังจะคีบหมูชิ้นที่แปดสิบห้าเข้าปาก เสียงตึงตังและฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาทางประตูร้าน
"เฮ้ย! โต๊ะตรงนั้นน่ะ เสียงดังหนวกหูชะมัด! คิดว่าเหมาทั้งร้านแล้วจะทำตัวกร่างยังไงก็ได้เรอะ!"
เสียงห้าวทุ้มที่เต็มไปด้วยความอวดดีและคุ้นหูอย่างประหลาด ดังขึ้นจากด้านหลัง คินน์ชะงักมือที่ถือตะเกียบเล็กน้อย ส่วนฟ้าใสถึงกับสำลักน้ำซุปไอโฮกฮากจนหน้าดำหน้าแดง
คินน์ค่อยๆ วางตะเกียบลงช้าๆ เขาหันกลับไปมองตามเสียงนั้นด้วยแววตานิ่งสงบ แต่ลึก
ลงไปกลับมีความเย็นเยียบฉายประกายออกมาวับวาม
ชายหนุ่มร่างท้วมในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงลิบลิ่ว กำลังยืนกอดอกจ้องมองมาที่โต๊ะของพวกเขาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ข้างกายคือหญิงสาวแต่งหน้าจัดเต็มใส่ชุดเดรสรัดรูป ซึ่งคินน์จำได้แม่นยำว่าเป็น "อดีตคู่หมั้นจอมวัตถุนิยม" ที่เคยสะบัดตูดหนีเขาไปในวันที่เขาถูกประกาศว่าล้มละลาย!
"อ้าว... นึกว่าใครที่ไหน" คินน์เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ "สุนัขตัวไหนมันเห่าเสียงดังแถวนี้หนอ... ที่แท้ก็คนที่ชอบเกาะกระเป๋าคนอื่นกินนี่เอง"
บรรยากาศในร้านหมูกระทะที่เคยครึกครื้น พลันเงียบกริบลงทันทีราวกับถูกกดปุ่มปิดสวิตช์ สายตาทุกคู่ในร้านหันมาจับจ้องที่จุดเกิดเหตุเป็นตาเดียว!
คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่ดูผอมบางภายใต้เสื้อยืดเก่าๆ กลับแผ่รังสีอำมหิตและกดดันออกมาอย่างน่าประหลาด จนชายร่างท้วมถึงกับผถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ
"แก... แกไอ้คินน์ตัว-กะ-ยาจก!" อดีตคู่หมั้นสาวกรี๊ดลั่นร้านด้วยความตกใจเมื่อจำหน้าอดีตมหาเศรษฐีได้ "แกกล้าดียังไงมานั่งกินของต่ำๆ แบบนี้แถมยังทำตัวกร่างอีก! รู้ไหมว่าแฟนฉันคนนี้เป็นใคร เขาคือผู้บริหารบริษัทไอเทคคนใหม่นะยะ!"
ชายร่างท้วมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ เขายืดอกเชิดหน้าขึ้นทำเป็นเหนือกว่า ก่อนจะหัวเราะหึๆ ออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยาม
"ใช่! ฉันคือกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของไอเทค ส่วนแก... ก็เป็นแค่ไอ้ตกอับที่ไม่มีแม้แต่เงินจะจ่ายค่าหัวคิวมั้ง!" ชายร่างท้วมแสยะยิ้มสะใจ "ถ้าแน่จริง แกกล้าจ่ายค่าอาหารทั้งหมดในร้านนี้วันนี้ให้ทุกคนไหมล่ะไอ้จอก! แน่จริงก็ควักบัตรออกมาโชว์ให้ฉันดูหน่อยสิเว้ย!"
ฟากฟ้าใสที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังจะอ้าปากด่ากราดด้วยความโมโห แต่คินน์กลับยกมือขึ้นห้ามไว้เบาๆ
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น เขาสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเกงเลย์ตัวเก่า ก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาโยนเล่นไปมาระหว่างนิ้วมืออย่างไม่ยี่ห่าว
แสงไฟจากเตาถ่านสะท้อนกระทบกับวัตถุในมือของคินน์ จนเกิดประกายสีดำทมิฬวับวาม... มันคือบัตรเครดิตโลหะสีดำสนิท ไร้ลวดลายใดๆ นอกจากตราสัญลักษณ์รูปมงกุฎทองคำฝังเพชรแท้ ที่มีอยู่เพียงสามใบในโลกนี้เท่านั้น!
"จ่ายค่าอาหารทั้งร้านเหรอครับ?" คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมกริบมองตรงไปยังชายร่างท้วมราวกับมองมดปลวก "แค่ค่าอาหารคงน้อยไปหน่อย... งั้นผมขอซื้อ 'ร้านหมูกระทะทั้งหมดนี้' รวมทั้งบริษัทไอเทคที่คุณภาคภูมิใจนักหนา ให้กลายเป็นที่ทิ้งขยะส่วนตัวของผม... จะดีไหมล่ะครับ?"
สิ้นคำพูดนั้น คินน์ก็ตวัดนิ้วกดแตะหน้าจอเครื่องรูดบัตรไร้สายของทางร้านที่พนักงานถือมาให้พอดี พร้อมกับเสียงระบบแจ้งเตือนยอดเงินมหาศาลดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วทั้งร้าน!
*(คลิฟฮังเกอร์)*
"ติ๊ด! — ธุรกรรมผ่านการอนุมัติวงเงินไม่จำกัด... ยินดีต้อนรับท่านประธานสูงสุด กลับสู่ระบบมหาเศรษฐีครับ นายท่าน"
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "ฮาไม่จำกัด" มาโดยตลอดนะครับ!
มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวซ่อมคอมสายโหด•ตอนที่ 15
ปาร์ตี้หมูกระทะเยียวยาใจ
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวซ่อมคอมสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!