"ฉันเตือนนายแล้วนะคินน์ ว่าอย่าซ่าส์กับระบบไฟในเคสเกมมิ่งระดับไฮend เครื่องนั้น!"
เสียงห้าวห้วนของฟ้าใสแว่วมาพร้อมกับแรงกระแทกวางกล่องพลาสติกใสใส่อาหารลงบนโต๊ะซ่อมคอมพิวเตอร์เสียงดังสนั่น จนไขควงปากแฉกในมือผมสะเทือนหลุดร่วงลงพื้น คินน์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้กุมเม็ดเงินหมุนเวียนนับแสนล้าน สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยเย่อหยิ่งบัดนี้มอมแมมไปด้วยคราบฟลักซ์บัดกรีและฝุ่นผงซิลิโคน
ผมกะพริบตาปริบๆ มองกล่องข้าวสีชมพูหวานแหววที่ตัดกับบรรยากาศร้านซ่อมคอมพิวเตอร์อันอบไปด้วยกลิ่นน้ำยาประสานบัดกรีและพัดลมระบายอากาศเสียงดังหึ่งๆ ด้านในกล่องนั้นคือข้าวสวยร้อนๆ โปะหน้าด้วย "ไข่เจียวหมูสับ" สีเหลืองทองอร่ามส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย... แต่สำหรับผมแล้ว มันคือระเบียบปฏิบัติประหารชีวิตดีๆ นี่เอง
"เอ่อ... ฟ้าใสครับ" ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามส่งยิ้มแห้งแล้งที่สุดในรอบสามสิบปีให้หญิงสาว "คือว่า... คุณก็รู้ว่าผม..."
"รู้สะไรยะ?" ฟ้าใสเท้าสะเอว ใช้ด้ามประแจเลื่อนชี้หน้าผม ดวงตากลมโตหรี่มองด้วยความคาดคั้น "นี่ฉันอุตส่าห์ปิดร้านกลางคันแล้วเดินไปซื้อร้านป้าอ้วนหัวมุมซอยมาให้เลยนะยะ รู้ไหมว่าคิวยาวแค่ไหน? นายจะมาทำเป็นเล่นตัวไม่ได้นะยะ นายคินน์! ตั้งแต่ตกอับกลายมาเป็นลูกมือฉันเนี่ย นายเลือกกินเกินไปแล้วนะ!"
"ไม่ใช่ว่าผมเลือกกินนะครับ..." ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามนึกถึงอาการภูมิแพ้อย่างรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นหากโปรตีนเจ้ากรรมในไข่ไก่เข้าสู่ร่างกาย "แต่ผม... แพ้ไข่ครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ชั่วขณะ
ฟ้าใสชะงักค้าง มือที่เท้าสะเอวค่อยๆ ลดลง เธอกะพริบตาปริบๆ มองหน้าผมสลับกับกล่องข้าวในมือ สมองของหญิงสาวคงกำลังประมวลผลคำว่า 'แพ้ไข่' ของผู้ชายร่างโตตรงหน้า อดีตซีอีโอผู้สั่งอาหารระดับมิชลินสตาร์ราคาหลักหมื่นกินเล่นเป็นของว่างอย่างผมเนี่ยนะ จะมาแพ้อาหารพื้นบ้านสามัญชนแบบนี้?
"นาย... แพ้อะไรนะ?" เสียงของเธอเบาลงครึ่งหนึ่ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ
"แพ้ไข่ครับ... แพ้อย่างรุนแรงด้วย" ผมตอบเสียงอ่อย พลางยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ "ถ้าผมกินเข้าไป หูผมจะอื้อ ผื่นแดงจะขึ้นเต็มตัว แล้วก็หายใจไม่ออก... ครั้งสุดท้ายที่ผมเผลอกินเข้าไปตอนอายุสิบขวบ หมอต้องหามส่งห้องฉุกเฉินแทบไม่ทันเลยนะครับ"
ฟ้าใสอ้าปากค้าง เธอมองกล่องข้าวในมือสลับกับใบหน้าซีดเซียวของผม บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความเงียบงันที่น่าอึดอัด ฉับพลัน ดวงตาคมกุบของเธอก็หรี่ลงอีกครั้ง คล้ายกับกำลังจับผิดอาชญากรข้ามชาติ
"นายโกหกฉันหรือเปล่า?" น้ำเสียงของเธอหรี่ต่ำลงอย่างน่ากลัว "ไม่อยากกินข้าวฝีมือฉัน ก็เลยกุเรื่องโรคภูมิแพ้ขึ้นมางั้นสิ? นายคิดว่าฉันโง่มากใช่ไหมไอ้คุณชายตกอับ!"
"โธ่, ฟ้าใสครับ! ผมจะกล้าโกหกคุณได้ยังไงล่ะครับ?" ผมรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน เหงื่อกาฬแตกพลั่กยิ่งกว่าตอนนั่งเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่าพันล้านเสียอีก "ชีวิตผมตอนนี้ฝากไว้ที่ร้านซ่อมคอมฯ ของคุณแล้วนะครับ ถ้าผมตายเพราะไข่เจียวหมูสับ ใครจะช่วยคุณประกอบคอมเซิร์ฟเวอร์ราคาแสนห้าล่ะครับจริงไหม?"
ฟ้าใสเม้มริมฝีปากแน่น เธอก้มลงมองกล่องข้าวในมืออีกครั้ง สีหน้าฉายแววความรู้สึกผิดและความสับสนปะปนกันอย่างเห็นได้ชัด เธออุตส่าห์เดินตากแดดร้อนๆ ไปซื้อมาให้ด้วยความหวังดี (แม้ปากจะบ่นอุบอิบตลอดทางก็ตาม) แต่ใครจะไปรู้เล่าว่าผู้ชายตัวโตหน้าตาดีกรีอดีต CEO คนนี้ จะมีร่างกายที่บอบบางราวกับคุณหนูในหอคอยงาช้างยิ่งกว่าเธเสียอีก
"แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกเล่า..." เธอบ่นพึมพำ ใบหน้าเนียนใสเริ่มขึ้นสีเรื่อด้วยความเขินอายที่เผลอโวยวายใส่ผมชุดใหญ่ "แล้วนี่... จะให้ฉันทำยังไงล่ะทีนี้? ข้าวกล่องนี้ฉันจ่ายเงินไปแล้วนะ ตั้งห้าสิบบาทแหนะ! นายรู้ไหมว่าห้าสิบบาทสำหรับฉันมันค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์วิ่งส่งของได้ตั้งครึ่งวันเลยนะยะ!"
ผมมองท่าทางพยายามกลบเกลื่อนความอายของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่แอบอมยิ้มในใจ ผู้หญิงคนนี้นี่นะ ปากบอกว่าเสียดายเงินห้าสิบบาท แต่แววตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการหักหลัง หน้ากากจอมปลอม และผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่เคยพบเจอความจริงใจแบบดิบๆ และไร้เดียงสาเช่นนี้เลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา การถูกลดชั้นลงมาเป็นยาจกไร้บ้านในสายตาคนอื่น อาจจะเป็นพรสูงสุดที่ระบบมอบให้ผม เพื่อแลกกับการได้พบผู้หญิงคนนี้...
"ไม่เป็นไรครับฟ้าใส" ผมระบายยิ้มละมุน พลางยื่นมือไปหยิบกล่องข้าวสีชมพูนั้นมาถือไว้เอง "ในเมื่อคุณตั้งใจซื้อมาให้ผมแล้ว... ผมจะกินมันครับ"
ฟ้าใสเบิกตากว้าง คว้าหมับที่ขอบกล่องข้าวทันที "นายบ้าไปแล้วรึไง! อยากตายคาโต๊ะซ่อมคอมของฉันรึไงยะ ถึงบอกว่าจะกินเข้าไป!"
"ถ้าผมกินแล้วตาย... คุณก็จะได้ยึดนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนสุดท้ายของผมไปขายไงครับ คุ้มจะตายไป" ผมหัวเราะร่วน
"นี่นายยังจะมีอารมณ์มาเล่นอีกนะ!" ฟ้าใสค้อนปะเหลือกใส่ผมวงใหญ่ ก่อนจะแย่งกล่องข้าวคืนมาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ... ช่างเถอะ! เอามานี่เลย! ฉันกินเองก็ได้ฟะ! ยอมอ้วนตายเพราะไข่เจียวดีกว่าปล่อยให้คนบ้าอย่างนายกินแล้วช็อกตายคาที่ในร้านฉัน ให้ตายสิ ทำไมฉันต้องมาซวยรับเลี้ยงนายด้วยเนี่ย!"
เธอดึงช้อนพลาสติกออกมาตักไข่เจียวคำโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ สีหน้าแสดงความอร่อยตัดกับความหงุดหงิดในใจอย่างตลกขบขัน ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในอกอย่างประหลาด รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอดีตมหาเศรษฐีผู้เย่อหยิ่ง
แต่ทว่า... ความสงบสุขในยามบ่ายอันแสนเรียบง่ายนี้ กลับต้องถูกขัดจังหวะลงอย่างกะทันหัน
*เอี๊ยดดดด—!*
เสียงเบรกของรถยนต์ราคาแพงระดับซูเปอร์คาร์ดังสนั่นหวั่นไหวจนหน้าร้านซ่อมคอมพิวเตอร์สะเทือน ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูรถอย่างแรง และฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่ก้าวเข้ามาในร้านอย่างคุกคาม
ฟ้าใสสำลักข้าวในปากทันที เธอไอโขลกๆ หน้าดำหน้าแดง ผมรีบคว้าแก้วน้ำส่งให้เธอดื่มอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันไปมองแขกผู้ไม่速มาเยือนด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความขบขันเป็นความเย็นชาในเสี้ยววินาที
ชายในชุดสูทสีดำสนิทสามคนเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาในร้านขนาดเล็กของฟ้าใส บรรยากาศรอบตัวพวกเขาแผ่รังสีความเป็นมืออาชีพและอำนาจมืดออกมาอย่างชัดเจน และผู้ที่ก้าวตามหลังมาติดๆ คือชายหนุ่มในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับ ทรงผมเซ็ตเนี้ยบ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยถางถางที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"โอ้โห... ไม่นึกเลยนะเนี่ย ว่าท่านอดีตซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ คินน์ คนนั้น จะตกอับจนต้องมานั่งซ่อมคอมดมกลิ่นตะกั่วบัดกรีอยู่กับผู้หญิงชั้นต่ำในซอกตึกโทรมๆ แบบนี้"
เสียงทุ้มติดจะเย่อหยิ่งเอ่ยขึ้น พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ดังแปะๆ อย่างเสแสร้ง
ผมหรี่ตามองผู้มาใหม่ทันที... 'ภาคิน' ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบผู้ที่เคยใช้แผนการสกปรกฮุบตำแหน่งประธานบริษัทของผมไปในวันที่ระบบสั่งรีเซ็ตชีวิตผมพอดี!
ฟ้าใสที่เพิ่งหายไอ รีบวางแก้วน้ำลงแล้วลุกขึ้นยืนบังหน้าผมไว้ทันที เธอกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ เม้มปากแน่น ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนแปลกหน้า "พวกคุณเป็นใคร? บุกเข้ามาในร้านคนอื่นแบบนี้มีมารยาทไหม! ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ!"
ภาคินหัวเราะรruktออกเสียงดังลั่นร้าน เขากวาดสายตามองร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองกองขยะเปียก "ตำรวจงั้นเหรอ? หึ... แม่สาวน้อย เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร? และไอ้ผู้ชายที่เธอกำลังปกป้องอยู่นี้ มันเป็นแค่ไอ้ขยะไร้ค่าที่บริษัทเตะโด่งออกมาไม่มีชิ้นดี!"
ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ เอื้อมมือไปแตะไหล่บางของฟ้าใสเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เธอยืนดูอยู่ข้างหลัง แววตาของผมที่มองไปยังภาคินในตอนนี้... ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความตกอับเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
"แกกล้าดียังไงมาเหยียบที่นี่ ภาคิน" ผมเอ่ยเสียงเรียบ นิ่งสนิท แต่ทรงพลังจนทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของภาคินชะงักไปชั่วขณะ
"หู้ว... ยังทำเป็นวางฟอร์มใหญ่อยู่อีกเหรอพี่ชาย?" ภาคินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนเหลือระยะห่างแค่ก้าวเดียว เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "แกคิดว่าแกลอยนวลได้นานแค่ไหนวะ? หุ้นทั้งหมดในมือแกถูกยึด บัตรเครดิตทุกใบถูกอายัด รถหรูบ้านหลังโตถูกยึดเข้าธนาคารหมดแล้วไม่ใช่รึไง? สภาพแกตอนนี้... ไม่ต่างอะไรกับขอทานข้างถนนเลยด้วยซ้ำ!"
ฟ้าใสหน้าซีดเผือด เธอกำหมัดแน่น หันมามองผมด้วยความตกใจและเป็นห่วง "คินน์... ที่เขาพูดนี่มัน... จริงเหรอ?"
ผมไม่ได้ตอบคำถามของฟ้าใสทันที แต่กลับหันไปสบตาภาคินด้วยมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้ภาคินถึงกับรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ
"แกพูดถูกภาคิน..." ผมเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงนุ่มทุบทำลายความมั่นใจของอีกฝ่ายทีละน้อย "ทรัพย์สินพวกนั้น... ฉันยอมสละมันทิ้งไปเอง เพราะของเก่าๆ แบบนั้นมันน่าเบื่อสิ้นดี..."
"ปากดี!" ภาคินตบโต๊ะทำงานเสียงดังลั่น หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโมโห "ในเมื่อแกยังไม่เจียมตัว งั้นก็เซ็นเอกสารใบนี้ซะ! ใบสละสิทธิ์ขาดจากตระกูล และยอมรับหนี้สินทั้งหมดของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว!"
เขาตบมือเปาะเดียว ชายชุดดำคนหนึ่งก็รีบเดินก้าวออกมาพร้อมกับแฟ้มเอกสารและปากการาคาแพงยื่นมาตรงหน้าผมทันที
ภาคินยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาสสมเพชเวทนาฉายชัดเจน "เซ็นซะพี่ชาย แล้วแกกับอีผู้หญิงซ่อมคอมนี่จะได้ไสหัวไปพ้นๆ สักที!"
ผมก้มมองเอกสารในมือแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองภาคินด้วยสายตาที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมพรางมรณะ
ผมไม่ได้เอื้อมมือไปหยิบปากกาจากมือลูกน้องของเขา... แต่ผมควักมือถือรุ่นเก่าหน้าจอแตกของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊กช่างซ่อมคอมอย่างใจเย็น กดปลดล็อกหน้าจอด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจล้นพ้น
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันธนาคารระดับโลกดังขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบงันของร้าน
ผมกดหน้าจอสองสามที แล้วโยนสมาร์ทโฟนเก่าๆ เครื่องนั้นลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าภาคิน เสียงโลหะกระทบไม้ดังปึก!
"ก่อนจะให้ฉันเซ็นอะไร..." ผมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กวาดสายตามองหน้าลูกพี่ลูกน้องผู้โง่เขลาทีละคน "แกช่วยก้มลงไปอ่านตัวเลขบนหน้าจอนั้นให้เต็มตาสักหน่อยดีไหม... ว่าไอ้บริษัทที่แกภาคภูมิใจนักหนาน่ะ... ตอนนี้มันเหลืออะไรอยู่ในมือแกบ้าง?"
ภาคินขมวดคิ้วด้วยความฉุนเฉียว ก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างไม่เต็มใจนัก...
แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่ดวงตาของเขาปะทะเข้ากับตัวเลขยอดเงินในบัญชีและสถานะการถือครองหุ้นทั้งหมด...
ใบหน้าที่เคยยโสโอหังของภาคินก็ถอดสีซีดเผือกทันที ร่างกายทั้งร่างสั่นเทิ้มราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต ดวงตาเบิกโพ้างจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า อ้าปากค้างพะงาบๆ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว!
"มะ... เป็นไปได้ยังไง..." ภาคินพึมพำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เขาทรรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นร้านซ่อมคอมพิวเตอร์เสียงดังสนั่น
ผมก้มมองเขาด้วยสายตาที่สูงส่งดุจพญาอินทรีย์มองมดปลวก พร้อมกับควักบัตรเครดิตสีดำสนิทไร้ขีดจำกัดวงเงิน (The Black Card) ออกมาคีบไว้ระหว่างนิ้วสองนิ้ว หมุนเล่นไปมาอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเย็นที่แฝงไปด้วยอำนาจแห่งความสะใจ
*"ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของแก... ภาคิน"*
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะครับ!
มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวซ่อมคอมสายโหด•ตอนที่ 6
ข้าวกล่องแห่งความแค้น
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวซ่อมคอมสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!