กลิ่นอับของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในแสงสว่างสลัวจากช่องลม คือสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนศิลาในยามวิกาล บนโต๊ะทำงานไม้สักทองตัวใหญ่ เอกสารทางราชการและแฟ้มคดีเก่าๆ กระจัดกระจายราวกับซากปรักหักพังของชีวิตที่เขาพยายามขุดคุ้ยขึ้นมาประกอบใหม่ นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มคีบมวนบุหรี่ที่มอดไหม้ไปกว่าครึ่ง เขายังไม่ได้จุดมันซ้ำตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ไฟมอดดับลง ปล่อยให้ควันจางๆ ลอยหายไปในความเงียบงันของห้องทำงานที่ปิดทึบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—สั้น กระชับ และหนักแน่นพอที่จะทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของศิลาสะดุดวูบ
รินรดาผลักบานประตูเข้ามาโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต ใบหน้าของเธอไม่ได้ประดับรอยยิ้มร่าเริงเช่นทุกครั้ง แววตาคู่สวยไหวระริก ปลายมือข้างหนึ่งกำซองจดหมายสีชาเก่าๆ ยับยู่ยี่ไว้แน่น ราวกับว่าหากเธอเผลอคลายมือ สิ่งที่อยู่ข้างในจะบินหนีหายไปในอากาศ
"ฉันเจอ... มันถูกสอดไว้ใต้ที่ปัดน้ำฝนรถตอนที่แวะร้านสะดวกซื้อปากซอย" เสียงของรินรดาแหบพร่ากว่าปกติ เธอยื่นซองจดหมายนั้นวางลงบนกองเอกสารตรงหน้าศิลา ช้าๆ ราวกับวัตถุนั้นทำมาจากแก้วเปราะบาง
ศิลาไม่ขยับทันที ดวงตาคมกริบสีนิลกวาดมองซองจดหมายปริศนา ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีแสตมป์ ไม่มีรอยประทับตราไปรษณีย์ มีเพียงลายมือเขียนด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินเข้ม บรรจงสะกดชื่อของเขาด้วยตัวอักษรที่คมกริบและคุ้นตาอย่างประหลาด—*‘ถึง... ศิลา’*
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงต้นกระดูกสันหลัง บาดแผลในใจที่เขาพยายามปิดผนึกด้วยความเย็นชามานานนับปี ถูกปลายเล็บที่มองไม่เห็นกรีดซ้ำลงมาอีกครั้ง
"เปิดดูสิ" รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอดึงเก้าอี้อีกตัวมาทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดวงตาสั่นระริกจ้องมองปฏิกิริยาของชายหนุ่ม "นายคิดว่ามันคือ... ของปลอม หรือว่า..."
ศิลาไม่ตอบ เขายื่นปลายนิ้วไปสัมผัสขอบซองจดหมาย เนื้อกระดาษหยาบกระด้างและเย็นเฉียบ เขาใช้มีดพับเล่มเล็กกรีดผนึกกาวที่ปิดตายไว้อย่างระมัดระวัง กลิ่นเฉพาะตัวของหมึกโบราณโชยแตะจมูกทันทีที่แผ่นกระดาษด้านในถูกดึงออกมา
ภายในมีกระดาษโน้ตแผ่นเดียว พับครึ่ง และข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือเดียวกันนั้น ปรากฏแก่สายตา:
*‘คืนที่เพลิงผลาญ... พ่อของเจ้าไม่ได้เลือกหนี แม่ของเจ้าไม่ได้ถูกฆ่า... แต่พวกเขายอมจำนน เพื่อซื้อเวลาให้ลมหายใจสุดท้ายของเจ้า... และคนที่ยืนมองจากหน้าต่างบานนั้น คืออัครเดช’*
ราวกับมีค้อนเหล็กขนาดมหึมาฟาดลงกลางศีรษะของศิลา โลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงลมหายใจของตัวเองดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ภาพความทรงจำในคืนวันมหาวิโยกเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาเป็นฉากๆ เปลวเพลิงสีส้มแดงที่โหมกระหน่ำบ้านพักตากอากาศ เสียงกรีดร้อง และกลิ่นควันไฟที่ยังคงติดจมูกเขามาตลอดชีวิต
*“พ่อไม่ได้เลือกหนี...”* ศิลาพึมพำออกมาเบาหวิว เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
"ศิลา ตั้งสติ!" รินรดาเอื้อมมือมากำมือที่กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวของเขาไว้ "มันอาจจะเป็นกับดัก! อัครเดชรู้ว่าเรากำลังขุดคุ้ยเรื่องนี้ เขาจงใจส่งมันมาเพื่อปั่นหัวนาย!"
"แต่ลายมือนี่..." ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตารินรดา ดวงตาที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้กำลังลุกโชนด้วยไฟแค้นและรอยร้าวที่แตกสลาย "ลายมือนี้... เป็นแบบเดียวกับสมุดบันทึกของพ่อที่หายไปในคืนนั้น และรอยหมึกซึมยี่ห้อนี้ เลิกผลิตไปตั้งแต่สิบห้าปีก่อน คนธรรมดาไม่มีทางหาซื้อได้"
บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของศิลา รินรดารู้ดีว่าความรู้สึกผิดที่ฝังรากลึกในใจเขามาตลอดว่าตนเองคือภาระที่ทำให้พ่อแม่ต้องตาย บัดนี้มันถูกบิดเบือนด้วยความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกว่า—ท่านไม่ได้ปกป้องเขาด้วยความจนมุม แต่ด้วยความยินยอม และคนที่อยู่เบื้องหลังความตายนั้นคือนักธุรกิจผู้สูงส่งที่ชาวเมืองกราบไหว้
อัครเดช...
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอกห้องทำงาน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนอย่างจงใจให้ได้ยิน มันก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทีละก้าว... ทีละก้าว... อย่างมั่นคงและเชื่องช้า ราวกับผู้ล่าที่รู้ว่าเหยื่อมุมตึกแล้วและไม่มีทางหนีรอด
รินรดาสะดุ้งสุดตัว เธอผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ศิลาชักมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่มืออีกข้างเอื้อมไปคว้าด้ามปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงานโดยสัญชาตญาณ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง... ไม่ใช่สามครั้งแบบรินรดา แต่เป็นครั้งเดียว—หนักหน่วง และดังสนั่นก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝน
ก่อนที่ศิลาจะทันได้เหนี่ยวไกเตรียมรับมือ บานประตูไม้สักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซึ่งมารยาท ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มไร้ที่ติปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงไฟสลัวจากด้านนอกอาบไล้ใบหน้าอันคุ้นเคยของชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่มุมปากเสมอ—รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาใช้บริจาคเงินให้การกุศลออกสื่อเมื่อวานนี้
อัครเดชก้าวเข้ามาในห้อง กวาดสายตามองกองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ซองจดหมายสีชาและกระดาษโน้ตในมือของศิลา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์อย่างใจเย็น ราวกับผู้ใหญ่กำลังมองเด็กน้อยที่กำลังเล่นของมีคม
"ดึกดื่นค่ำคืนป่านนี้... ลูกชายของเพื่อนเก่า ยังขยันอ่านจดหมายเก่าๆ อยู่อีกหรือ?" อัครเดชเอ่ยด้วยน้ำนุ่มนวล ทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "น่าเสียดายนะศิลา... บางที ความลับที่ตายไปพร้อมกับพ่อแม่ของเธอ อาจจะน่าอภิรมย์กว่าความจริงที่เธอพยายามจะขุดคุ้ยขึ้นมาเองเสียอีก"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันครับ — จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 6
จดหมายที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!