กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำหมึกสีเข้มยังคงลอยวนอยู่ในห้องทำงานใต้หลังคา แต่สิ่งที่ค้างคาอยู่ในอกของศิลามิใช่กลิ่นอายเหล่านั้น หากเป็นประโยคคำเตือนเคลือบยาพิษของอัครเดชที่ยังคงก้องกังวานในโสตประสาท *“บางที ความลับที่ตายไปพร้อมกับพ่อแม่ของเธอ อาจจะน่าอภิรมย์กว่าความจริง...”*
นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มบีบสันจดหมายฉบับเก่าในมือแน่นจนกระดาษยับย่น ความมืดมิดยามวิกาลไม่ได้ทำให้เขากลัวเกรง สิ่งที่สุมอกอยู่คือความเดือดดาลที่ถูกกดทับด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเกราะคุ้มกายมาตลอดหลายปี ทว่า ในความเงียบงันที่กดดันนั้น เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นสามครั้ง—เบา ทว่ามั่นคง
รินรดายืนอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟสีส้มสลัวจากโถงทางเดินสาดไล้ใบหน้าด้านข้างของเธอให้ดูนุ่มนวลขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่ศิลากำลังเผชิญ หญิงสาวในชุดเสื้อถักไหมพรมสีครีมตัวหลวมดูราวกับภาพวาดพาสเทลที่หลุดเข้ามาในห้องสมุดสีเทาหม่นแห่งนี้ มือเล็กถือแก้วเซรามิกส่งไออุ่นจางๆ
"ดึกป่านนี้แล้ว... กาแฟจะทำให้คุณไม่ได้นอน" รินรดากล่าวเสียงแผ่ว ไม่ได้ก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวของเขาจนกว่าศิลาจะเงยหน้าขึ้นสบตา
ศิลากะพริบตาช้าๆ เพื่อขับไล่ภาพเงาของอัครเดชออกไปจากห้วงความคิด เขาวางจดหมายลงบนโต๊ะไม้โอ๊กอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะสลายเป็นผุยผง "ผมไม่ได้นอนมาตั้งแต่คืนที่เจอกับคุณครั้งแรกแล้ว รินรดา... เรื่องนั้นคุณก็รู้ดี"
หญิงสาวถอนหายใจยาว เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน วางแก้วโกโก้อุ่นลงข้างกองเอกสารประวัติศาสตร์ที่กระจัดกระจาย กลิ่นหอมหวานของช็อกโกแลตเจือจางความตึงเครียดในห้องลงได้เล็กน้อย สายตาของเธอทอดมองรอยยับบนจดหมายฉบับนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนกลับมาสบตาเขาด้วยแววตาที่อ่านยาก
"อัครเดชโทรมาหาคุณใช่ไหม?" เธอถามตรงประเด็น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยที่ไม่อาจปิดมิด
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย เขามองหน้าเธอนิ่ง "คุณรู้ได้อย่างไร?"
"เพราะเขาก็ติดต่อฉันเหมือนกัน" รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่รออนุญาต ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววรauร้าวบางเบา "เขาส่งข้อความมาเตือน... บอกว่าฉันกำลังเล่นอยู่กับไฟ และไฟกองนั้นอาจจะเผาผลาญคนรอบตัวจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า"
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังที่ดังแข่งกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ศิลามองผู้หญิงตรงหน้า—คนที่ควรจะอยู่ให้ห่างจากความพินาศของตระกูลเขามากที่สุด แต่กลับเลือกที่จะก้าวเข้ามาในวังวนนี้ด้วยความสมัครใจ
"แล้วคุณกลัวไหม?" ศิลาถาม เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟัน แววตาคมกริบจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ ค้นหาความลังเลหรือร่องรอยของการถอดใจ
รินรดาไม่หลบตา เธอยกมือขึ้นประคองแก้วโกโก้อุ่น นิ้วมือเรียวสั่นน้อยๆ ก่อนจะวางลงบนตัก รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว "ถ้าฉันกลัว ฉันคงไม่เก็บสมุดบันทึกของพ่อคุณไว้ใต้พื้นไม้กระดานในห้องสมุดโบราณนั้นหรอก ศิลา... ฉันสูญเสียครอบครัวไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อนเหมือนกัน ความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่แต่ไร้ซึ่งความจริง มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าความตาย"
คำสารภาพนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของศิลา ความเงียบงันระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนสถานะไป ความระแวงแคลงใจที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน สายใยบางเบาถูกถักทอขึ้นกลางห้องที่อบ3ลไปด้วยความโศกเศร้า
ศิลายื่นมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนหลังมือของรินรดที่วางอยู่บนโต๊ะ ผิวสัมผัสนั้นเย็นเฉียบ ทว่าการกระทำกลับอบอุ่นจนหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"ผมขอโทษ..." ศิลาเอ่ยเสียงพร่า "ที่ดึงคุณเข้ามาพัวพันกับเรื่องบ้าๆ นี้"
"คุณไม่ได้ดึงฉันเข้ามาหรอศิลา..." รินรดาพลิกมือกลับเล็กน้อย ปลายนิ้วของเธอเกี่ยวเข้ากับนิ้วมือของเขาโดยไม่รู้ตัว "เราต่างหากที่เดินมาบรรจบกันเองในจุดที่มืดมนที่สุด"
ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่สัมผัสกันทำให้หัวใจที่ด้านชาของชายหนุ่มกระตุกวาบ รินรดาคือแสงสว่างที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเจอในอุโมงค์มืดแห่งการแก้แค้น แสงสว่างที่ไม่ได้เจิดจ้าจนแสบตา แต่เป็นแสงนวลตาที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองยังคงเป็นมนุษย์
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความอ่อนโยนนั้นช่างแสนสั้น
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงเคาะเบาๆ อย่างที่รินรดาทำ แต่เป็นการทุบด้วยกำปั้นหนักหน่วง รัวเร็ว และเต็มไปด้วยคุกคาม ราวกับผู้มาเยือนกำลังสูญเสียความอดทน
ศิลาชักมือกลับทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันดังเดิม เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นชักออกมาตรวจสอบกระสุนอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณให้รินรดาก้าวถอยไปหลบหลังชั้นหนังสือ
"ใคร?" ศิลาตะโกนถามเสียงกร้าว จ้องมองบานประตูไม้ที่สั่นสะเทือนจากการกระแทกภายนอก
ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลปริศนา มีเพียงเสียงหัวเราะแหบพร่าลอดผ่านรอยแยกของวงกบประตูเข้ามา—เสียงหัวเราะที่ทำให้เลือดในกายของศิลาเย็นเฉียบลงฉับพลัน
ก่อนที่ศิลาจะทันได้เหนี่ยวไก ลูกบิดประตูบานนั้นก็หมุนเปิดออกเองอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมกับร่างเงาสูงโปร่งของชายคนหนึ่งที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในห้อง ท่ามกลางความมืดที่กลืนกินครึ่งซีกใบหน้า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของแขกยามวิกาลผู้นั้น
"ตกใจอะไรกัน ศิลา... หลานชายตัวดี" เสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้น "ในเมื่อเธออยากรู้ความจริงนัก ทำไมไม่ถามจากปากของคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์คืนนั้นด้วยตัวเองล่ะ?"
รินรดาที่หลบอยู่หลังชั้นหนังสือถึงกับยกมือปิดปาก กลั้นเสียงอุทานเมื่อแสงไฟสาดกระทบใบหน้าของผู้มาใหม่—ชายชราผู้มีรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขมับซ้ายลงมาถึงลำคอ บุคคลที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน!
...
*โปรดติดตามตอนต่อไป*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันครับ - จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 7
สายใยที่เริ่มถักทอ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!