**"หันกลับไปมองข้างหลัง... แกตกหลุมพรางตั้งแต่ก้าวแรกแล้ว ศิลา"**
แสงไปป์สีฟ้าครามจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่คมที่นิ่งสนิท ศิลาไม่ได้หันหลังกลับไปมองตามคำท้าทายนั้นทันทีตามสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ชายหนุ่มเลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงในห้องเก็บเอกสารชั้นสิบสองของบริษัทสยามวานิชย์ค้ำจุนสติสัมปชัญญะของเขาไว้ นิ้วโป้งกวาดหน้าจอให้ดับลง ความมืดมิดกลับมากลืนกินใบหน้าครึ่งซีกของเขาอีกครั้ง ในหัวสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งเครื่องจักรกล—*ไม่มีใครในบริษัทรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงจุดอับมุมตึกนี้* ยกเว้นแต่นกต่อที่จงใจหยิบยื่นเบาะแสปลอมๆ ให้เขาเดินมาติดกับ
เสียงฝีปากหนักแน่นแต่เชื่องช้าดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินหินอ่อน มันไม่ใช่เสียงฝีบดขยี้อย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นจังหวะก้าวเดินของคนที่รู้ว่าตนเองคือเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้อย่างแท้จริง
ศิลาหันกลับช้าๆ เผชิญหน้ากับร่างท้วมสง่างามในชุดสูทตัดเย็บพิเศษราคาแพงระยับ อัครเดช ประธานกรรมการบริหารผู้ทรงอิทธิพล ยืนประสานมืออยู่เบื้องหน้า ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดั่งอาทิตย์อัสดง รอยยิ้มที่สื่อถึงความใจดี มีเมตตา และพร้อมจะช่วยเหลือพนักงานทุกคนในองค์กร—หน้ากากชิ้นงามที่ซ่อนเร้นรอยเลือดของคนในตระกูลศิลาเอาไว้จนมิดชิด
"อ้าว, คุณศิลา..." น้ำเสียงของอัครเดชทุ้มนุ่ม กังวาน และเปี่ยมด้วยอำนาจโดยไม่ต้องะเบ็ง "ยังไม่กลับบ้านอีกหรือครับ? งานกองโตขนาดนั้น หรือว่าเอกสารโบราณพวกนั้นมันน่าสนใจเสียจนลืมเวลา?"
ศิลาซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋าเสื้อกั๊ก ปลายนิ้วสัมผัสกับเศษกระดาษชิ้นเล็กที่เพิ่งค้นพบเมื่อครู่ รสชาติฝาดเฝื่อนเอ่อล้นในลำคอ แต่ภายนอกเขากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินสลัก
"ครับ ท่านประธาน..." ศิลาตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ระดับเสียงต่ำทุ้มที่จงใจให้มีมิติชวนค้นหา "พอดีผมเป็นคนชอบขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ครับ... โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกตั้งใจกวาดซุกไว้ใต้พรม นานวันเข้ามันอาจส่งกลิ่นเหม็นเน่า จนคนในห้องแอร์อาจไม่ทันสังเกตเห็น"
ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงของอัครเดชหรี่แคบลงเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มบนมุมปากไม่ได้จางหาย แต่กลับลึกขึ้นจนน่าขนลุก มันคือปฏิกิริยาของนักล่าที่พบว่าเหยื่อในกรงไม่ได้วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว แต่กลับหันมาแยกเขี้ยวใส่
"ประวัติศาสตร์ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าขานของคุณศิลา..." อัครเดشก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกลิ่นซิการ์ชั้นดีลอยมาแตะจมูก "บางเรื่อง ถ้าเราขุดมันขึ้นมาผิดจังหวะ... คนที่ถูกฝังไม่ใช่ศพในอดีตหรอกครับ แต่จะเป็นตัวเราเอง"
"ท่านกำลังเตือนผม... หรือกำลังขู่ผมกันแน่ครับ?" ศิลาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องลึกลงไปในดวงตาของชายวัยกลางคน ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง
อัครเดชหยุดยืนห่างจากศิลาเพียงก้าวเดียว เขาเอื้อมมือหนาออกไปตบเบาๆ ที่ลาดไหล่ของชายหนุ่ม สัมผัสนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยนัยยะกดขี่
"ผมเป็นผู้ใหญ่ใจดีเสมอสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีอนาคต, ศิลา" อัครเดชจงใจเน้นเสียงที่ชื่อของเขา "แต่ถ้าเด็กคนนั้นรั้นจะเล่นกับไฟ... ผมก็แค่ต้องปล่อยให้ไฟเผาผลาญเขาจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า เหมือนกับ... อดีตผู้บริหารหลายๆ คนที่เคยคิดลองดีกับผม"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น อุณหภูมิในห้องเก็บเอกสารลดฮวบลงจนสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลาง รินรดาที่แอบซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือแถวถัดไป กลั้นหายใจแน่น มือเรียวเล็กบีบเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของอัครเดช—ชายผู้ซึ่งเบื้องหน้าคือเทวดาผู้ใจบุญ แต่เบื้องหลังคือยมทูตผู้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตของศิลา
"ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับ..." ศิลาแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ถอดแบบมาจากความแค้นฝังรากลึก "แต่ไฟกองนั้น... มันอาจจะไม่ได้เผาผมคนเดียวหรอกครับ ท่านประธาน ระวังตัวหน่อยเถอะครับ เถ้าถ่านมันอาจจะย้อนกลับมาปลิวเข้าตาคนที่ยืนอยู่เหนือลมอย่างท่านเข้าสักวัน"
อัครเดชชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้ากระตุกเกร็งเล็กน้อย ก่อนที่เสียงหัวเราะในลำคอจะดังขึ้นเบาๆ
"ปากกล้าดีนี่... หวังว่าตอนที่ความจริงเปิดเผย แกจะยังมีลมหายใจมาพูดจาอวดดีแบบนี้กับฉันนะ" อัครเดชกระซิบด้วยน้ำเสียงกระด้างขึ้นเล็กน้อย หลุดจากคราบนักธุรกิจผู้ใจดีชั่วขณะ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไปในความเงียบงัน
ศิลายืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้อะดรีนาลีนในร่างกายค่อยๆ ลดระดับลง หน้ากากคนดีของอัครเดชถูกกระชากออกต่อหน้าเขาอย่างเป็นทางการแล้ว สงครามที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้
ทันทีที่เสียงลิฟต์ด้านนอกปิดลง รินรดาก็ก้าวพรวดออกมาจากมุมมืด ลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าหวานฉาบด้วยความตื่นตระหนก
"ศิลา! คุณบ้าไปแล้วหรือไง ไปพูดท้าทายเขาแบบนั้นทำไม เขาอันตรายเกินกว่าที่คุณจะ..."
"ริน..." ศิลาหันมาขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงยามมองหน้าหญิงสาว "ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น เขาก็จะคิดว่าเรากลัว และถ้าเรากลัว... เราก็จะไม่มีวันชนะ"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น กำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ ทว่า เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยของตึกก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกับไฟฉุกเฉินสีแดงที่กะพริบวาบไปทั่วทั้งชั้น!
พรึบ!
ระบบไฟฟ้าทั้งหมดดับวูบลงเหลือเพียงแสงไฟสำรองสีแดงก่ำฉาบทาใบหน้าของทั้งคู่ให้ดูราวกับอาบด้วยเลือด และในวินาทีที่เสียงสัญญาณเตือนภัยแผดเผาโสตประสาทนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของศิลาก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง... ไม่ใช่ข้อความตัวอักษร แต่เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลก พร้อมกับภาพวิดีโอสดจากกล้องวงจรปิดในห้องทำงานส่วนตัวของเขาเอง ที่ซึ่งเวลานี้ มีเงาดำปริศนากำลังยืนค้นลิ้นชักลับที่เขาซ่อนหลักฐานชิ้นสุดท้ายเอาไว้!
"ศิลา... ดูนั่น!" รินรดาร้องอุทานเสียงหลง นิ้วเรียวชี้ไปที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งภาพบนนั้นทำให้หัวใจของศิลาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม—เงาดำปริศนาหันหน้าเข้าหากล้องโดยตรง ถอดหน้ากากยางซิลิโคนออก เผยให้เห็นใบหน้าของคนที่ควรจะอยู่ที่อื่น และไม่มีทางเป็นไปได้มากที่สุด!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและปมลึกๆ ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — *จอมยุทธ์เสื้อแพร*
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 5
หน้ากากคนดี
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!