"ถ้าคุณคิดว่าการทำลายหลักฐานในเอกสารเพียงไม่กี่หน้า จะทำให้ความจริงใต้เถ้าถ่านมอดไหม้ไปพร้อมกับมันได้ คุณก็ประเมินค่าของ 'ความทรงจำ' ต่ำเกินไปนะ อัครเดช"
ศิลาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบราคาแพง เขาไม่ได้มองหน้าคู่สนทนา หากแต่จ้องมองไปยังคราบรอยไหม้บนกระดาษที่เขาเพิ่งวางลงบนโต๊ะทำงานหินอ่อนของชายวัยกลางคนตรงหน้า
อัครเดชไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ ปล่อยให้แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะทาบลงบนใบหน้าที่เรียบเฉยเหมือนรูปสลัก ก่อนจะค่อยๆ จุดซิการ์แท่งใหม่ด้วยกิริยาเชื่องช้าและมั่นคง
"ความจริงหรือศิลา?" อัครเดชพ่นควันสีเทาออกมาเป็นสาย มันลอยเคว้งคว้างก่อนจะสลายตัวไป "โลกใบนี้ไม่มีความจริงหรอก มีแต่ 'สิ่งที่คนอยากให้เชื่อ' เท่านั้นแหละ และโชคไม่ดีนักที่ดูเหมือนว่า ในวันนี้... ผู้คนส่วนใหญ่จะอยากเชื่อในสิ่งที่ผมบอกมากกว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มหัวรั้นอย่างคุณพยายามจะป่าวประกาศ"
รินรดาที่ยืนอยู่เคียงข้างศิลาขยับตัวเล็กน้อย เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากชายตรงหน้า มันไม่ใช่แค่ความกดดันธรรมดา แต่มันคือรัศมีของคนที่เคยผ่านจุดที่ต้อง 'กำจัด' ใครบางคนให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จริงๆ มาแล้วหลายครั้ง
"คุณทำอะไรลงไป" รินรดาถามเสียงเรียบ ทว่าในดวงตาของเธอมีร่องรอยของความตระหนกที่พยายามซ่อนไว้
อัครเดชหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก "ถามว่าผมทำอะไรน่ะหรือ? ผมไม่ได้ทำอะไรเลยต่างหาก คุณกับศิลาต่างหากที่ทำตัวเอง... ข่าวที่ว่าบริษัทของคุณยักยอกเงินกองทุนการกุศลที่ผมอุปถัมภ์อยู่ กำลังกระจายไปทั่วทุกสำนักข่าวในอีกไม่ถึงสิบนาทีข้างหน้า และหลักฐานน่ะหรือ? หึ... อยู่ในเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัทคุณนั่นไง หลักฐานที่ผม 'ตกแต่ง' ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว"
ศิลากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความโกรธแค้นที่พยายามสะกดไว้เริ่มสั่นคลอนจิตวิญญาณ เขาไม่คิดว่าคนอย่างอัครเดชจะใช้วิธี 'โคลนตม' ย้อนศรกลับมาใส่เขาเช่นนี้ การโจมตีด้วยอิทธิพลมืดไม่ใช่แค่การทำลายชื่อเสียง แต่มันคือการทำลายตัวตนที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นเพื่อหวังจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัว
"คุณมันปีศาจ" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน
"ปีศาจคือผู้ที่รู้ว่าควรใช้เครื่องมือชิ้นไหนจัดการกับศัตรูอย่างไรต่างหาก" อัครเดชลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้าวเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองลงไปยังเบื้องล่างที่แสงไฟจากตึกระฟ้าส่องสว่างราวกับดวงดาวในเมืองที่ไร้หัวใจ "คุณคิดว่าจะสู้กับผมด้วยความดีงามงั้นหรือ? ในโลกธุรกิจที่สกปรกใบนี้ ความดีงามมันก็แค่เครื่องประดับของคนอ่อนแอเท่านั้นแหละ"
ศิลาหันหลังกลับ ตั้งใจจะพาตัวรินรดาออกจากห้องนรกแห่งนี้ ทว่าทันทีที่เขาเอื้อมมือไปจับกลอนประตู เสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับชายชุดดำร่างยักษ์สี่คนที่เดินเข้ามาขวางทางออกไว้ พลังกดดันในห้องพุ่งสูงขึ้นจนน่าอึดอัด
"ผมยังไม่ได้บอกให้คุณไป" อัครเดชเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "และสิ่งที่ผมเตรียมไว้ให้คุณ... ไม่ใช่แค่การล้มละลายทางธุรกิจ แต่เป็นการหายไปจากโลกใบนี้อย่างถาวรต่างหาก"
โทรศัพท์ของศิลาสั่นรัวขึ้นมาพร้อมกันหลายสาย หน้าจอแสดงข้อความรัวเร้าจากทีมกฎหมายและบรรดาหุ้นส่วน ทุกข้อความมีใจความสำคัญเดียวกันคือ 'ความฉิบหายที่เขาไม่ได้ก่อ' กำลังพรากทุกอย่างไปจากมือเขา ในเสี้ยววินาทีนั้น ศิลาเหลือบเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนที่ยืนอยู่มุมมืดหลังผ้าม่านผืนใหญ่ มันไม่ใช่ลูกน้องของอัครเดช แต่มันคือคนที่เขารู้จักดีที่สุด... คนที่ควรจะตายไปตั้งแต่หลายปีก่อนในเหตุการณ์ไฟไหม้นั่น
ศิลาตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อเงาคนนั้นก้าวออกมาจากมุมมืด แสงไฟสลัวเผยให้เห็นใบหน้าที่เขาไม่มีวันลืม... ใบหน้าของบิดาเขาที่ควรจะเหลือเพียงแค่เถ้าถ่าน! ชายคนนั้นไม่ได้มองมาที่ศิลาด้วยความรัก แต่กลับหยิบปืนพกขึ้นมาแล้วจ่อไปที่ขมับของรินรดาอย่างเลือดเย็น ก่อนจะกระซิบคำสั้นๆ ที่ทำให้โลกทั้งใบของศิลาพังทลายลงในพริบตาว่า "จบเกมได้แล้ว... ลูกชาย"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 23
ความล้มเหลวที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!