กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 22

เสียงเพลงแห่งความตาย

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
“ถ้าคุณก้าวขึ้นไปบนเวทีนั้น อัครเดชจะไม่มีวันปล่อยให้คุณเดินลงมาเฉยๆ แน่ ศิลา” เสียงของรินรดาสั่นพร่าท่ามกลางความอื้ออึงของเสียงดนตรีแจ๊สที่บรรเลงคลออยู่ในมุมมืดหลังเวที แสงไฟนีออนสีน้ำเงินสลับม่วงจากแผงควบคุมสาดส่องลงบนใบหน้าที่ตึงเครียดของเธอ เธอพยายามดึงแขนเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้ แต่ศิลาเพียงแค่ปัดมันออกเบาๆ อย่างนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นด้วยเจตจำนง “ริน... ถ้าผมไม่ทำวันนี้ ความตายของครอบครัวผมก็จะกลายเป็นเพียงแค่ฝุ่นผงใต้รองเท้าหนังราคาแพงของมันไปตลอดกาล” ศิลาตอบโดยไม่หันไปมอง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองผ่านม่านกำมะหยี่ออกไปยังเวทีใหญ่ที่มีอัครเดชกำลังกล่าวสุนทรพจน์ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวจากเหล่าผู้มีอิทธิพลและนักธุรกิจชั้นนำ อัครเดชในชุดสูทสั่งตัดราคาเหยียบแสนยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางแสงไฟ เขาดูเหมือนเทวดาผู้ใจบุญที่กำลังมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กด้อยโอกาส ทว่าในสายตาของศิลา ชายผู้นั้นคือซาตานที่กำลังร่ายรำอยู่บนกองซากปรักหักพังของชีวิตผู้อื่น “ดูนั่นสิ” ศิลาพยักเพยิดไปยังจอภาพขนาดมหึมาที่ติดตั้งอยู่ข้างเวที “มันกำลังประกาศโครงการฟื้นฟูประวัติศาสตร์เมืองเก่า เพื่อลบเลือนร่องรอยการทุจริตและการฆาตกรรมที่มันทำไว้เมื่อสิบปีก่อน” “แต่แผนของคุณมันเสี่ยงเกินไป ระบบเสียงที่นี่ถูกคุมโดยลูกน้องของมัน ถ้าคุณแทรกไฟล์ข้อมูลเข้าไป พวกมันจะรู้ตัวทันทีและ—” “ผมไม่ได้จะแทรกไฟล์ข้อมูล” ศิลาขัดขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ “ผมจะทำให้มันได้ยิน ‘เสียงเพลง’ ที่มันเคยสั่งให้คนไปบรรเลงในคืนที่บ้านผมถูกเผา” จังหวะดนตรีเปลี่ยนท่วงทำนองกะทันหัน เสียงแซกโซโฟนที่เคยแผ่วเบากลับแหลมสูงจนบาดแก้วหู ศิลาอาศัยช่วงเวลาที่ฝูงชนกำลังงุนงง ก้าวเท้าออกไปจากเงามืดสู่แสงไฟที่สาดส่องลงมายังจุดควบคุมระบบเสียง เขารู้ดีว่ากล้องวงจรปิดทุกตัวกำลังจับจ้อง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่หลบซ่อน อัครเดชชะงักไปเล็กน้อยขณะกำลังจะหยิบไมโครโฟน สายตาของเขาสบเข้ากับศิลาที่ยืนอยู่ข้างเวที มุมปากของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลกระตุกขึ้นเล็กน้อย—ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่มันคือการแสยะยิ้มของสัตว์ร้ายที่พบเหยื่อหลงเข้ามาในกรง “ยินดีต้อนรับครับ คุณศิลา” อัครเดชกล่าวผ่านไมโครโฟน เสียงของเขาดังก้องไปทั่วหอประชุม ทว่าเขากลับจงใจกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันเพียงสองคน “หวังว่าคุณคงไม่ได้มาเพื่อขอรับบริจาคหรอกนะ เพราะที่นี่มีไว้สำหรับคนที่รู้จัก ‘ที่ทาง’ ของตัวเองเท่านั้น” ศิลาไม่ตอบ เขาหยิบอุปกรณ์ขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันไม่ใช่แฟลชไดรฟ์ แต่เป็นเครื่องปล่อยสัญญาณคลื่นวิทยุความถี่เฉพาะที่เขาใช้เวลาสร้างมันขึ้นมาจากเศษซากวิทยุเก่าในห้องใต้ดินนานนับปี “ผมไม่ได้มาขอส่วนบุญ” ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้ชมที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบนเวที “ผมมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของผม... และสิ่งที่ควรเป็นของคุณในคุก” ศิลากดสวิตช์ลงจนสุดเสียง ทันใดนั้น เสียงดนตรีแจ๊สอันไพเราะก็ถูกตัดขาดหายไป แทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องที่ถูกบันทึกไว้ในอดีต—เสียงโหยหวนของเปลวเพลิงที่กำลังกัดกินบ้านไม้หลังเก่า เสียงปืนนัดเดียวที่จบชีวิตคนในครอบครัวของเขา และเสียงหัวเราะอันเย็นชาของอัครเดชที่สั่งการให้ลูกน้อง ‘จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย’ เสียงเหล่านั้นดังกึกก้องไปทั่วหอประชุมผ่านลำโพงนับร้อยตัว ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดออกด้วยเสียงอื้ออึงของฝูงชน อัครเดชหน้าถอดสี มือที่ถือไมโครโฟนสั่นระริก สายตาของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจกลายเป็นความหวาดระแวงดั่งสัตว์บาดเจ็บ “ปิดมัน! ปิดระบบเสียงเดี๋ยวนี้!” อัครเดชตวาดลั่น แต่ไม่มีใครขยับเขยื้อน ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ศิลาก้าวเดินช้าๆ ไปหาอัครเดชท่ามกลางความวุ่นวาย สายตาของเขามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ราวกับว่าตัวเขาเองได้ก้าวข้ามผ่านความตายไปแล้วครั้งหนึ่ง “คุณได้ยินไหม อัครเดช?” ศิลาเอ่ยถามขณะที่ขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงบนตัวอีกฝ่าย “นั่นคือเสียงแห่งความทรงจำ... เสียงที่คอยเตือนให้ผมรู้ว่าทำไมผมถึงยังต้องมีลมหายใจอยู่จนถึงวันนี้” อัครเดชกัดฟันแน่น เขากระซิบด้วยเสียงที่แทบจะขาดใจ “แกคิดว่าหลักฐานเสียงแค่นี้จะทำอะไรข้าได้งั้นรึ? แกมันก็แค่คนบ้าที่อยากดัง!” ทว่าในวินาทีที่ศิลากำลังจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาแทรกระหว่างกลาง... รินรดาคว้าแขนศิลาไว้พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ศิลา หยุดเดี๋ยวนี้! ดูที่ประตูข้างเวทีนั่นสิ...” ศิลาหันไปตามแรงดึง สายตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นกลุ่มชายชุดดำพร้อมอาวุธครบมือที่ก้าวเข้ามาล้อมรอบทางออกทุกทาง แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น คือบุคคลที่เดินนำหน้ากลุ่มคนเหล่านั้นออกมา—ชายในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่ศิลาจำได้แม่นยำว่าเป็นคนเซ็นคำสั่งปิดคดีการตายของครอบครัวเขาเมื่อสิบปีก่อน นายตำรวจระดับสูงผู้นั้นแสยะยิ้ม ก่อนจะชี้กระบอกปืนมาที่หน้าผากของศิลาโดยตรง “ขอบคุณที่ช่วยเปิดเผยความลับนะครับ คุณศิลา แต่น่าเสียดายที่กฎหมายในวันนี้ไม่ได้ตัดสินด้วย ‘เสียงเพลง’ แต่มันตัดสินด้วย ‘ผู้ถืออำนาจ’... และดูเหมือนว่าคุณกำลังจะทำผิดกฎหมายร้ายแรงฐานก่อการร้ายในที่สาธารณะ” แสงแฟลชจากกล้องนักข่าวที่พยายามบันทึกเหตุการณ์สาดส่องเข้ามาไม่หยุดหย่อน ศิลาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า นี่ไม่ใช่ชัยชนะที่เขาหวัง แต่มันคือกับดักที่เขาก้าวลงไปเองอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ อัครเดชกลับมายืนตัวตรง ปรับเนกไทให้เข้าที่พลางมองศิลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยสมเพช เขากระซิบประโยคสุดท้ายที่ทำให้หัวใจของศิลาดิ่งลงสู่เหวที่มืดมิด “ความจริงของแกน่ะ... มันก็แค่เสียงลมพัดผ่าน ที่ไม่เคยมีใครได้ยินหรอก ศิลา เพราะคืนนี้... แกคืออาชญากร ส่วนข้า คือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจะได้รับความเห็นใจจากคนทั้งโลก” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ จอมยุทธ์เสื้อแพร
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%