"อย่าหันหลังกลับไปมองเด็ดขาด ก้มตัวลงต่ำเข้าไว้"
เสียงกระซิบของศิลาดังลอดผ่านไรฟัน ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและต่อเนื่องของกลุ่มคนชุดดำที่กำลังปูพรมค้นหาอยู่ในป่ารกชัฏเบื้องหลัง ทั้งสองคนหมอบราบไปกับพื้นดินที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้างและเศษใบไม้เน่าเสีย กลิ่นดินชื้นกลบกลิ่นกายของพวกเขาไว้ได้ชั่วคราว แต่ศิลาตระหนักดีว่านั่นไม่ใช่แผนการที่ยั่งยืน
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด มือข้างหนึ่งกำจี้ห้อยคอที่เป็นกุญแจสำคัญของประวัติศาสตร์ตระกูลศิลาไว้จนสั่น เธอไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่สถานการณ์ที่บีบคั้นทำให้ลมหายใจเธอติดขัด ศิลาเหลือบมองหญิงสาวข้างกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาแบกรับความแค้นของตระกูลไว้บนบ่า แต่ในวินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เขากังวลที่สุดกลับไม่ใช่ชีวิตของเขาเอง แต่คือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มืดมิดของเขา
"ศิลา... พวกมันมาทางซ้ายแล้ว" รินรดากระซิบตอบ เสียงของเธอสั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว
ศิลาไม่ตอบ เขาคว้าข้อมือเธอแล้วอาศัยจังหวะที่แสงไฟฉายจากฝ่ายตรงข้ามกวาดผ่านเหนือหัวไปเพียงไม่กี่นิ้ว พาร่างกายที่อ่อนล้าเคลื่อนที่ไปตามร่องหิน พวกเขาไม่มีอาวุธ มีเพียงความรู้เรื่องเส้นทางลับในป่าแห่งนี้ที่ศิลาจำฝังใจมาตั้งแต่เด็ก ความแค้นที่เขามีต่ออัครเดชเปลี่ยนจากความฟูมฟายมาเป็นสติที่เยือกเย็น เขาไม่ใช่เหยื่อที่รอวันถูกเชือดอีกต่อไป เขาคือเสือที่ได้รับบาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูที่บังอาจรุกล้ำอาณาเขต
"อัครเดชส่งคนมาไม่ต่ำกว่าสิบคน" ศิลาวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มันต้องการของในมือเธอมากกว่าชีวิตของเรา สองสิ่งนี้คืออาวุธที่ทำให้มันนอนไม่หลับมาตลอดสิบปี"
"ทำไมมันถึงต้องทำขนาดนี้" รินรดาถามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม "ประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ในนั้น... มันเลวร้ายถึงขั้นที่ตระกูลอัครเดชต้องยอมแลกด้วยเลือดขนาดนั้นเลยหรือ"
"มากกว่านั้นริน" ศิลาหยุดชะงัก สายตาเขาจ้องเขม็งไปในความมืด "ถ้าความจริงนี้ปรากฏขึ้น อัครเดชไม่ได้แค่สูญเสียอำนาจ แต่มันจะกลายเป็นปีศาจที่คนทั้งสังคมพร้อมจะรุมประชาทัณฑ์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันถึงไม่มีวันหยุดจนกว่าเราจะดับสูญ"
ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นฉีกความเงียบของป่ากว้าง กระสุนนัดหนึ่งถากผ่านต้นไม้ข้างหูของศิลาจนเปลือกไม้กระจาย เศษไม้กระเด็นเข้าหน้าจนเป็นรอยขีดข่วน เขาไม่แสดงอาการเจ็บปวด เขาเพียงแค่ฉุดมือรินรดาให้วิ่งลัดเลาะไปตามทางลาดชันของหุบเขา ความมืดมิดของค่ำคืนนี้เปรียบเสมือนพันธมิตรเดียวที่พวกเขามี
เขาทั้งสองวิ่งผ่านพุ่มไม้หนามจนเสื้อผ้าขาดวิ่น รินรดาเสียหลักล้มลงกับพื้น ศิลาไม่รอช้า เขาคว้าตัวเธอขึ้นมาพิงไว้กับโขดหินใหญ่ ก่อนจะควักมีดพกประจำตัวออกมาจ้องมองไปยังเงาร่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
"อยู่นิ่งๆ นะ" ศิลาสั่งก่อนจะขยับตัวออกไปจากที่ซ่อน เขาใช้เศษหินขว้างไปทางทิศตรงข้ามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ทันทีที่กลุ่มคนชุดดำพุ่งความสนใจไปทางเสียงนั้น ศิลาก็พุ่งตัวออกไปเหมือนเงาพยัคฆ์ เขาจัดการศัตรูคนแรกด้วยการสกัดจุดและกระแทกส้นมือเข้าที่ลำคออย่างแม่นยำก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ส่งเสียง
ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของศิลาคือศิลปะแห่งการเอาตัวรอด เขาไม่ได้ฆ่าด้วยความโกรธ แต่เขาฆ่าด้วยความจำเป็นที่ต้องปกป้อง เขาจัดการคนไปสามคนด้วยเวลาเพียงอึดใจ ก่อนจะรีบย้อนกลับมาหารินรดาที่เฝ้ามองเขาด้วยความตกตะลึง
"เราต้องข้ามน้ำไปทางฝั่งทิศเหนือ" ศิลาหอบหายใจเล็กน้อย "ถ้าข้ามพ้นแม่น้ำสายนี้ เราจะถึงเขตที่พวกมันอิทธิพลไม่ถึงในคืนนี้"
ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าตัวรินรดา เสียงเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำและแสงไฟสปอตไลท์จ้าก็กราดลงมาบนพื้นดินทันที ทั้งสองคนแข็งทื่ออยู่กับที่ เสียงเครื่องยนต์ที่ก้องกังวานเหนือหัวทำให้ความหวังในการหลบหนีริบหรี่ลง ท่ามกลางแสงสีขาวที่สว่างจ้าดุจกลางวัน ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรถออฟโรดที่เพิ่งแล่นมาจอดปิดเส้นทางหนี
ใบหน้าของคนผู้นั้นซ่อนอยู่ใต้ร่มเงา แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากที่เห็นได้ชัดเจนคือเครื่องหมายการค้าของความอำมหิต อัครเดชยืนกอดอก มองดูทั้งสองคนด้วยสายตาของผู้ชนะที่ถือแต้มต่ออยู่ในมือ
"การละเล่นไล่จับคืนนี้จบลงแล้ว ศิลา" เสียงของอัครเดชก้องกังวานผ่านลำโพง "ส่งของชิ้นนั้นมาให้ฉัน แล้วฉันจะให้ทางเลือกที่ง่ายที่สุดกับพวกเธอ... ตายโดยไม่ต้องทรมาน หรือจะให้ฉันค่อยๆ บดขยี้ชีวิตของพวกเธอไปพร้อมกับความลับที่ไม่มีใครต้องการให้คนอื่นได้รับรู้"
ศิลากระชับมือรินรดาแน่นขึ้น ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยเผยออกมาสะท้อนผ่านดวงตาที่คมกริบ เขาหันไปสบตารินรดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต
"อัครเดช... แกควรจะเช็กให้ดีก่อนนะว่าในมือของฉันคืออะไร" ศิลาตะโกนกลับไปท่ามกลางเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา แต่มันไม่ใช่กุญแจสำคัญที่อัครเดชตามหา มันคืออุปกรณ์สื่อสารที่ส่งสัญญาณระเบิดเวลาที่เขาวางไว้รอบพื้นที่นี้ล่วงหน้าไว้แล้ว
ศิลาทิ้งรอยยิ้มเย็นเยียบให้ศัตรู "ถ้าฉันไม่ได้เดินออกไปจากที่นี่ ความจริงทั้งหมดจะถูกส่งตรงไปที่สถานีข่าวหลักภายในสามวินาที... และคนแรกที่จะถูกฝังทั้งเป็น ก็คือแก"
นิ้วของศิลาจ่ออยู่บนปุ่มกด อัครเดชหน้าถอดสี ทว่าในวินาทีที่วิกฤตกำลังถึงขีดสุด เสียงกระสุนปริศนาดังขึ้นจากมุมมืด พุ่งผ่านเป้าหมายไปยังกล่องอุปกรณ์ในมือศิลาจนแตกละเอียดคาตา ทั้งสามฝ่ายนิ่งงันด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ร่างหนึ่งจะก้าวออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้... คนที่ศิลาจำได้ดีว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีวันปรากฏตัวในที่แห่งนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวและร่วมลุ้นระทึกไปกับศิลาและรินรดาในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 24
หนีการไล่ล่า
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!