กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 43

การหลบหนีที่ปาฏิหาริย์

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
กลิ่นคาวเลือดและควันดินปืนยังคงอบอวลอยู่ในโพรงจมูก ความร้อนระอุจากเปลวเพลิงที่เผาผลาญโกดังร้างแห่งนั้นสะท้อนวับวาวอยู่ในดวงตาคู่คมของศิลา ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นเป็นสันนูน แม้บาดแผลฉีกขาดที่สีข้างจะส่งความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย แต่เขากลับไม่ใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่กวนใจและบีบคั้นหัวใจของเขาให้แหลกสลายในวินาทีนี้ คือร่างของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขน "ริน... ตั้งสติไว้ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำที่มักจะสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอกลับสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่ ศิลาใช้มือข้างที่ว่างประคองศีรษะของรินรดาแนบอก เสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอ บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีชาดน่ากลัว ลมหายใจของหญิงสาวแผ่วเบาลงทุกที ราวกับเปลวเทียนริบหรี่ที่พร้อมจะดับวูบลงได้ทุกเมื่อท่ามกลางสายลมกรรโชก ดวงตาที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดและร่าเริง บัดนี้ปรือปรอยเต็มไปด้วยความอ่อนล้า รินรดายกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าสากระคายของศิลาอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวเปื้อนคราบเขม่าควันฝากสัมผัสอันอ่อนโยนไว้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะร่วงหล่นลงข้างลำตัว "เรา... ไม่ควรมาที่นี่เลย..." เสียงกระซิบของเธอแทบจะกลืนหายไปกับเสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ "อย่าพูดอะไรอีกเลย เก็บแรงไว้" ศิลาเม้มปากแน่น ความรู้สึกผิดและแค้นเคืองโถมทับเข้ามาในอกราวกับคลื่นยักษ์ ภาพความตายของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาในหัว สมองของเขาขาวโพลนราวกับตระหนักว่า เขากำลังจะสูญเสียแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตไปอีกครั้งอย่างนั้นหรือ? ไม่... เขาจะยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยไม่ได้เด็ดขาด! ทว่า รอบตัวพวกเขามีกงล้อแห่งความตายหมุนวนเข้ามาประชิดแล้ว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่พร้อมแสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาในซอกตึกแคบๆ อัครเดชไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาคาดสายตาได้นานนัก สมุนมือฉกาจในชุดสูทสีดำสนิทพร้อมอาวุธครบมือต่างเคลื่อนพลปิดล้อมทางหนีทีไล่ทุกด้าน เสียงหัวเราะเยือกเย็นของอัครเดชดังแทรกความเงียบขึ้นมา "หนูริน... ศิลา... พวกเธอคิดว่าจะวิ่งหนีเงาของตัวเองพ้นอย่างนั้นหรือ?" เสียงของอัครเดชลอยมาตามลม เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจมืดที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง "ยอมจำนนเสียเถอะ ความแค้นมันกินไม่ได้หรอกนะเด็กน้อย" ศิลาค่อยๆ วางร่างของรินรดาลงพิงผนังปูนเย็นเยียบอย่างระมัดระวัง เขายันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้เรียวขาจะสั่นเทาจากพิษบาดแผล มือขวาเอื้อมไปหยิบปืนพกกระบอกสุดท้ายขึ้นมาปลดล็อกเซฟอย่างเด็ดเดี่ยว ดวงตาคมกริบกวาดมองเงาดำที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ เขารู้ดีว่าลำพังตัวเขาในสภาพนี้ ไม่มีทางฝ่าวงล้อมของมือสังหารนับสิบคนออกไปได้แน่ นี่คือทางตัน... ทางตันที่แท้จริง ทว่า ในวินาทีที่ความมืดมิดเข้าครอบ ำ ปาฏิหาริย์มักจะเลือกช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงที่สุดในการปรากฏกาย *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงปืนสนั่นหวั่นไหวไม่ได้มาจากกลุ่มของอัครเดช แต่มาจากมุมตึกด้านหลังซึ่งควรจะเป็นทางตัน! กระสุนปืนแม่นราวจับวางเจาะเข้าที่ขั้วหลอดไฟส่องสว่างจนทุกอย่างดับวูบลงในพริบตา ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที ท่ามกลางความโกลาหล เสียงตะโกนสั่งการด้วยความตกใจของสมุนอัครเดชดังขึ้นระงม "เกิดอะไรขึ้น! ใครยิงวะ!" "ทางนี้! หัวหน้าทางนี้!" ศิลาขมวดคิ้วแน่นด้วยความระแวดระวัง เขาใช้ร่างตัวเองบังรินรดาไว้ ทว่าก่อนที่เขาจะได้เหนี่ยวไกใส่เงาดำที่พุ่งเข้ามา เสียงทุ้มกังวานและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังแทรกความชุลมุนขึ้น "ถ้าไม่อยากตายอยู่ที่นี่ทั้งหมด ก็ก้มหัวลงซะ ไอ้หนุ่ม!" สิ้นเสียงนั้น วัตถุทรงกลมสีดำหลายลูกก็ถูกโยนข้ามกำแพงสูงลงมาตกกลางวงล้อมของสมุนอัครเดช *ตูม! ควันสีขาวพวยพุ่ง!* ควันหนาทึบและแสบตาฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กลบเกลื่อนวิสัยทัศน์จนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง เสียงไอโขลกและเสียงฝีเท้าวิ่งชนกันอลหม่าน ศิลาไม่รอช้ารีบช้อนร่างรินรดาขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เขาพุ่งตัวไปตามทิศทางที่มีมือปริศนายื่นเข้ามาฉุดกระชาก มือใหญ่หยาบกร้านแต่ทรงพลังคว้าเข้าที่ข้อศอกของศิลาอย่างแม่นยำ "ตามฉันมาทางนี้ อย่าหลงเด็ดขาด!" ศิลากัดฟันวิ่งฝ่ากลุ่มควันมรณะตามแรงดึงนั้นไป เสียงปืนนัดสะเปะสะปะดังไล่หลังมาเป็นระยะ กระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวไหล่ของเขาไปเพียงไม่กี่นิ้ว สร้างความเจ็บแปลบแต่เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะส่งเสียงร้อง ร่างกายถูกลากผ่านตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต ซึ่งหากไม่ใช่คนที่คุ้นเคยพื้นที่นี้จริงๆ ไม่มีทางหาทางออกเจออย่างแน่นอน เบื้องหน้าปรากฏประตูเหล็กบานเล็กที่ถูกงัดแง ian เปิดอ้าไว้ ผู้มีพระคุณปริศนาผลักศิลาและรินรดาเข้าไปด้านในก่อนจะรีบปิดและลงกลอนอย่างแน่นหนา พร้อมกับลากลังไม้ขนาดใหญ่มาขวางประตูไว้เพื่อซื้อเวลา ภายในห้องใต้ดินเก่าแก่ที่อับชื้น มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงดวงเล็กๆ ส่องให้เห็นโครงหน้าของผู้ช่วยชีวิต ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมหมวกแก๊ปปีกกาสีเข้มอำพรางใบหน้าครึ่งหนึ่ง หนวดเคราครึ้มและรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้มขวาทำให้ดูน่าเกรงขาม แต่นัยน์ตากลับทอประกายความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "ปลอดภัยแล้ว... พักหายใจก่อนเถอะ" ชายคนนั้นถอดหมวกออก วางปืนไรเฟิลคู่กายพิงผนัง แล้วหันมามองศิลาด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ศิลาหอบหายใจหนักหน่วง วางร่างของรินรดาลงบนเบาะผ้าเก่าๆ ที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว เขากดแผลที่ท้องของหญิงสาวเพื่อห้ามเลือด ดวงตาคมเข้มมองสำรวจชายแปลกหน้าผู้ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตพวกเขาในนาทีชีวิตอย่างไม่ไว้ใจนัก "คุณเป็นใคร? ทำไมถึงช่วยพวกเรา?" ศิลาถามเสียงลอดไรฟัน นิ้วยังคงกุมด้ามปืนแน่น พร้อมลั่นไกได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์พลิกผัน ชายวัยกลางคนหัวנסในลำคอเบาๆ แววตาฉายแววขบขันแก P ละอายใจระคนกัน เขายกมือขึ้นยอมจำนนเบาๆ "ใจเย็นๆ ก่อนสิไอ้หนุ่ม... ฉันไม่ใช่ศัตรู ไม่อย่างนั้น ลูกกระสุนเมื่อครู่คงไม่ได้เจาะแค่หลอดไฟบนหัวพวกมันหรอก" ชายผู้นั้นเดินเข้าไปใกล้ ลุกลี้ลุกลนหยิบกระเป๋าปฐมพยาบาลที่วางอยู่บนโต๊ะมาส่งให้ศิลา "รีบทำแผลให้แม่หนู่นั่นเถอะ อาการเธอสาหัสมาก ถ้าช้ากว่านี้อีกสิบนาที ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็ยื้อไว้ไม่ไหว" ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าชายแปลกหน้าสลับกับกระเป๋าปฐมพยาบาล ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้ารับแล้วหันไปจัดการห้ามเลือดให้รินรดาด้วยมือที่สั่นเทา ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ เสียงไซเรนข้างนอกค่อยๆ เงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมากระทบหลังคาสังกะสีด้านบน ศิลาเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อลมหายใจของรินรดาเริ่มสม่ำเสมอขึ้น แม้เธอยังคงหมดสติอยู่ก็ตาม เขาหันกลับมามองชายวัยกลางคนที่นั่งสูบบุหรี่เงียบๆ อยู่มุมห้อง แสงไฟสีส้มสลัวกระทบใบหน้าด้านข้างเผยให้เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลา "ตอนนี้... ตอบคำถามผมได้หรือยัง?" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน "คุณรู้ได้ยังไงว่าพวกเรากำลังจะถูกฆ่าที่โกดังนั่น และทำไมถึงต้องเสี่ยงชีวิตช่วยเราจากอิทธิพลของอัครเดช?" ชายวัยกลางคนพ่นควันบุหรี่สีเทาจางๆ ออกจากปาก ดวงตาคมกริบหันกลับมาสบตากับศิลาตรงๆ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างมีความหมาย "เพราะฉันคือคนเดียวที่รู้ว่า... คืนนี้ ไม่ได้มีแต่อัครเดชคนเดียวที่ตามล่าพวกเธอ..." ชายคนนั้นเว้นจังหวะ โน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของศิลาเย็นเฉียบ "และคนที่เธอควรระวังตัวมากที่สุดในตอนนี้... ไม่ใช่อัครเดชที่นั่งอยู่ในคฤหาสน์หรู... แต่เป็นคนที่กำลังยืนอยู่หลังประตูบานนี้ต่างหาก..." สิ้นคำพูดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* — จอมยุทธ์เสื้อแพร
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%