กลิ่นคาวสนิมเหล็กและหยาดเหงื่อที่ไหลรินผสมปะปนกับฝุ่นผงปูนซีเมนต์ เกาะกรับอยู่บนผิวเนื้อที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำของศิลา แสงไฟนีออนสีเหลืองนวลกระพริบติดๆ ดับๆ จากเพดานห้องใต้ดินอับชื้น สร้างเงาทอดยาวที่บิดเบี้ยวบนผนังปูนเปลือย ที่นี่คือสถานที่ลับหูตาผู้คน พื้นที่รอยต่อระหว่างเขตอุตสาหกรรมเก่าและท่าเรือร้าง ซึ่งอัครเดชใช้เป็นห้องสอบสวนส่วนตัว
"เกมยังไม่จบ... คุณศิลา อย่าเพิ่งรีบยกธนาคารชีวิตให้ใคร เพราะคนที่ถือหุ้นใหญ่ตัวจริงในคดีนี้... คือผมต่างหากล่ะ"
เสียงทุ้มต่ำกังวานและรอยยิ้มเย็นเยียบของอัครเดชยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าเจ้าตัวจะก้าวออกไปจากห้องนี้ได้พักใหญ่แล้ว ทิ้งให้ศิลาถูกพันธนาการอยู่กับเก้าอี้เหล็กกล้า โซ่เส้นหนาตรึงข้อมือและข้อเท้าของเขาไว้แน่นหนาจนคมเหล็กบาดลึกเข้าสู่เนื้อสด ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออก ความเจ็บปวดแปลบปลาศจากซี่โครงที่หักร้าวก็แล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเจ็บปวดทางกาย คือความนิ่งงันในแววตาของชายหนุ่มที่สะท้อนประกายแห่งความดื้อรั้นอันเด็ดเดี่ยว
"นายใหญ่ฝากถามมาอีกครั้งครับ... เอกสารชุดที่สามของกองมรดกตระกูลศิลา ซ่อนไว้ที่ไหน"
เสียงแหบพร่าของชายร่างใหญ่ในชุดสูทสีเข้ม นามว่า 'พงศ์' มือขวาคนสนิทของอัครเดชดังขึ้น พร้อมกับเสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนโต๊ะไม้เก่าแก่ตรงหน้าอย่างแรง แรงสั่นสะเทือนทำให้เครื่องมือทรมานชิ้นเล็กๆ ส่งเสียงกระทบกันจนน่าสะพรึงกลัว
ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปลายคางของเขามีคราบเลือดแห้งกรัง ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววเยือกเย็น บัดนี้เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำจากการอดนอนและแรงกดดัน แต่ริมฝีปากที่แห้งแตกกลับแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้คุมอย่างพงศ์ถึงกับต้องขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"แกคิดว่า... ความลับระดับนั้น จะเก็บบันทึกไว้ในสมุดบัญชีธรรมดาๆ งั้นรึพงศ์" ศิลาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบแห้งแต่ทว่าหนักแน่นกังวาน สะท้อนก้องไปทั่วห้องแคบๆ "นายของแกฉลาดเป็นกรด... แต่ก็น่าเสียดาย ที่ความโลภมันบังตาจนมองไม่เห็นว่า สิ่งที่พวกแกกำลังตามหา... มันไม่ใช่กระดาษแผ่นเดียว"
โป๊ะ!
เสียงหวายเส้นหนาฟาดลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่าของศิลาอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างกายของชายหนุ่มกระตุกเกร็งตามสัญชาตญาณ ความเจ็บปวดแผดเผาผิวเนื้อจนไหม้เกรียม แต่ไม่มีแม้แต่เสียงร้องเล็ดลอดออกมาจากปากของเขา มีเพียงเสียงลมหายใจที่พ่นออกมาทางจมูกอย่างหนักหน่วง และหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยผสมกับคราบเลือด
"ปากแข็งนักนะ!" พงศ์คำรามด้วยความหงุดหงิด เขาก้าวเข้าไปใกล้ รั้งคอเสื้อที่ขาดวิ่นของศิลาขึ้นมาบังคับให้สบตา "คิดว่าความตายหรือความเจ็บปวดจะทำให้แกยอมคายความจริงออกมาหรือไง? จำไว้... อัครเดชต้องการแค่รหัสผ่านและบัญชีลับ หากแกยังดึงดันจะเก็บมันไว้กับตัว ศพของรินรดา... อาจจะส่งไปถึงมือแกก่อนที่แกจะได้เห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้"
คำว่า 'รินรดา' ทำหน้าที่เหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิมในใจของศิลา
ภาพรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวผู้เป็นแสงสว่างเดียวในโลกอันมืดมิดของเขาผุดขึ้นมาในหัว รินรดาผู้ไม่เคยรู้เรื่องราวอันโสมมเหล่านี้เลย ผู้หญิงที่กุมความลับทางประวัติศาสตร์อันเป็นชนวนเหตุของความพินาศทั้งหมด ศิลาหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนในอก ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน แต่เขาตระหนักดีว่าความวู่วามในวินาทีนี้ คือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง
"ถ้าแกแตะต้องเธอ... แม้แต่ปลายเล็บ" ศิลาลืมตาขึ้น ชVองมองพงศ์ด้วยสายตาที่คมกริบราวกับใบมีดโกน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกจนอีกฝ่ายรู้สึกสันหลังวาบ "ฉันสัญญา... ว่าทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลศิลา จะกลายเป็นคำสาปที่ฝังกลบพวกแกทุกคนลงหลุมพร้อมกับเงินสกปรกเหล่านั้น"
พงศ์กัดฟันกรอด ความกดดันจากแววตาของศิลากดทับจิตใจของเขาอย่างประหลาด แม้จะอยู่ในสภาพผู้ถูกกระทำ แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับดูเหมือนผู้กุมชะตากรรมทั้งหมดไว้ในมือเสียเอง
"เอาตัวมันไปแช่น้ำแข็ง... แล้วรอดูซิว่า ความภักดีต่อตระกูลที่ตายไปแล้ว กับลมหายใจของตัวเอง อันไหนจะมีค่ามากกว่ากัน!" พงศ์สั่งเสียงกร้าวด้วยความหัวเสีย
ลูกน้องร่างยักษ์อีกสองคนก้าวเข้ามาปลดโซ่ตรวนออกกึ่งหนึ่ง ก่อนจะกระชากลากถูร่างสะบักสะบอมของศิลาไปยังถังเหล็กขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำแข็งจนเต็ม ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านทันทีที่ผิวหนังปะプนกับความหนาวเหน็บระดับติดลบ ศิลาถูกกดศีรษะลงใต้น้ำแข็ง ความหนาวกัดกินเนื้อเยื่อและประสาทสัมผัสจนชาดิก สติเริ่มพร่าเลือน ความทรงจำในวัยเด็ก ภาพวันที่บ้านหลังใหญ่ถูกไฟเผาผลาญ และเสียงกรีดร้องของมารดาไหลทะลักเข้ามาในห้วงนึก
*พ่อครับ... แม่ครับ... ผมกำลังจะไปหาแล้ว...*
ในวินาทีที่สติของศิลากำลังจะหลุดลอยและความมืดมิดเข้าปกคลุม ทันใดนั้นเอง...
ปัง! เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากชั้นบนของตึกร้างดังขึ้นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงอัดอากาศทำให้ฝุ่นละอองร่วงกราวลงมาจากเพดาน ตามด้วยเสียงปืนกลหนักและการกรีดร้องโกลาหลของกลุ่มคนด้านนอก
พงศ์และลูกน้องชะงักงัน หันขวับไปมองที่ประตูเหล็กบานใหญ่ด้วยความตกใจ เสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังวิ่งกรูเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูงราวกับพายุหมุน
ประตูกระจกนิรภัยและเหล็กดัดถูกพังทลายลงในพริบตาด้วยแรงระเบิดย่อยๆ ควันสีขาวพวยพุ่งคละคลุ้ง แต่ท่ามกลางกลุ่มควันนั้น ร่างของชายผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม สวมเสื้อโค้ทสีดำสนิทและสวมหมวกปีกกว้างบังใบหน้าครึ่งซีก
"ใครวะ!" พงศ์ชักปืนพกออกมาหมายจะเล็งยิง แต่ยังไม่ทันที่นิ้วจะเหนี่ยวไก ลำกล้องปืนกระบอกนั้นก็ถูกกระสุนปริศนาซัดจนหลุดกระเด็นออกจากมือด้วยความแม่นยำราวจจับวาง
ร่างในชุดโค้ทสีดำหยุดยืนอยู่ที่หน้าถังน้ำแข็ง สายตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกมองสำรวจศิลาที่กำลังหอบหายใจรวยรินด้วยความเยือกเย็น ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ถอดหมวกออก เผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
"ขอโทษทีนะคุณศิลา... ผมมาช้าไปหน่อยพอดีรถติดนิดหน่อย... แต่ดูเหมือนว่าคุณกำลังสนุกกับปาร์ตี้เย็นฉ่ำแบบนี้อยู่สินะครับ" เสียงทุ้มรื่นหูเอ่ยขึ้นอย่างสบายอารมณ์
ศิลาพยายามลืมตาขึ้นมองผ่านม่านน้ำและคราบเลือด หัวใจที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมากระหน่ำรัวอีกครั้ง เมื่อตระหนักได้ว่าผู้มาใหม่คนนี้ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นคนที่ควรจะอยู่ห่างจากสมรภูมิเลือดนี้มากที่สุด และเป็นคนที่กุมความลับอีกครึ่งหนึ่งที่อัครเดชตามหามาตลอดชีวิต!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ — จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 42
บททดสอบความอดทน
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!