"เก็บมันลงไป... ก่อนที่ผมจะลืมตัวว่าตัวเองเป็นสุภาพบุรุษ"
ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือที่ถือรูปถ่ายใบนั้นสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ เขาจ้องมองภาพถ่ายสีซีดจางในมือชายแปลกหน้าตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา ใบหน้าของอัครเดชที่อ่อนเยาว์กว่าปัจจุบันนับสิบปี ยืนเคียงข้างกับบุคคลที่เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะได้เห็นในบริบทนี้... บิดาของเขาเอง บรรยากาศในคาเฟ่ที่ควรจะเงียบสงบกลับหนักอึ้งราวกับมีเมฆหมอกแห่งความตายปกคลุม
ชายผู้นั้นเพียงแต่ยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูเหมือนการเยาะเย้ยมากกว่ามิตรไมตรี ก่อนจะดึงรูปถ่ายกลับเข้ากระเป๋าเสื้อสูทราคาแพงอย่างใจเย็น
"อดีตก็เหมือนตะกอนในแก้วน้ำนะคุณศิลา ยิ่งคุณกวนมันให้ขุ่น ความจริงที่อยู่ก้นแก้วจะยิ่งฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นอะไรเลย" เขาตบไหล่ศิลาเบาๆ สองสามครั้งก่อนจะเดินหายไปกับฝูงชนบนถนนที่เริ่มถูกชะล้างด้วยสายฝนที่เพิ่งหยุดตกไป
ศิลายืนนิ่งค้าง ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่หุบเหวแห่งความสับสนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเดินโซเซออกจากร้านไปยังม้านั่งในสวนสาธารณะฝั่งตรงข้าม ร่างกายเหมือนถูกสูบพลังงานออกไปจนหมดสิ้น จนกระทั่งสัมผัสอุ่นๆ แตะลงที่หัวไหล่
"คุณศิลา... สีหน้าคุณดูไม่ได้เลยค่ะ" รินรดาขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอมักจะเป็นสิ่งเดียวที่ดึงเขากลับมาจากห้วงความคิดที่มืดมิดได้เสมอ
ศิลาหันไปมองหญิงสาวข้างกาย เธอคือความเปราะบางที่สวยงามที่สุดในชีวิตที่แหลกสลายของเขา รินรดามีรอยยิ้มที่ทำให้เขาลืมไปชั่วขณะว่าเขากำลังต่อสู้กับปีศาจที่ไร้หัวใจ รอยยิ้มที่เปรียบเสมือน 'แสงแดดหลังฝน' ของชีวิตเขาจริงๆ
"ถ้าผมบอกว่า ความจริงที่ตามหาอาจเป็นสิ่งที่ผมไม่ควรได้รับรู้ล่ะ" เขาถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
รินรดาไม่ตอบในทันที เธอเลือกที่จะหยิบถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา เปิดมันออกเป็นขนมปังอบใหม่กลิ่นหอมกรุ่น "บางครั้งการได้รับรู้ความจริง ก็เหมือนกับการที่เราต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อนถึงจะเห็นรุ้งกินน้ำนะคะ ถ้าเราไม่กล้าเปียกฝน เราก็ไม่มีวันเห็นความงดงามที่ซ่อนอยู่หลังพายุ"
"คุณมักจะมีวิธีเปรียบเทียบที่ทำให้ทุกอย่างดูง่ายดายเสมอเลยนะ" ศิลาถอนหายใจพลางรับขนมปังจากมือเธอ ความอบอุ่นจากขนมปังที่ส่งผ่านไปยังฝ่ามือทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่ค่อยๆ กลับคืนมา
"เพราะฉันรู้ว่าคุณเหนื่อยมามากเกินไปแล้ว" รินรดาแววตาอ่อนโยนลง "วันนี้... เราลองลืมเรื่องอัครเดช เรื่องบ้านที่ถูกเผา และเรื่องอดีตที่คอยหลอกหลอนไปสักพักดีไหมคะ? แค่สองชั่วโมงนี้ เราเป็นเพียงคนสองคนที่นั่งกินขนมปังในสวนสาธารณะ ไม่ใช่คนล่าและคนถูกล่า"
ศิลามองใบหน้าด้านข้างของเธอขณะที่เธอกำลังหัวเราะให้กับนกพิราบที่บินเข้ามาใกล้ ความไร้เดียงสานี้คือเกราะกำบังเดียวของเขา เขาพยักหน้าช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบที่แสนหวานเข้ามาเยียวยาบาดแผล
เป็นช่วงเวลาที่แสนสั้น แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างประหลาด เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ เสียงฝีเท้าผู้คนรอบข้าง และสัมผัสได้ถึงไออุ่นของแดดอ่อนๆ ที่ทอดผ่านยอดไม้ลงมา เหมือนกับว่าโลกที่เคยหมุนวนด้วยความโกรธแค้นกำลังหยุดนิ่ง เพื่อให้เขาได้พักหายใจ
ทว่า... เมื่อเขากำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัสมือของรินรดาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาดำที่ทอดผ่านพื้นสนามหญ้า เงาของชายร่างสูงใหญ่สองคนที่ยืนอยู่หลังพุ่มไม้ห่างออกไปไม่ไกลนัก พวกมันไม่ใช่คนทั่วไป มันคือหน่วยอารักขาที่อัครเดชมักใช้เวลาจะจัดการ "ธุระ" สำคัญ
ศิลาชะงัก ร่างกายตึงเกร็งขึ้นมาในทันที เขาค่อยๆ หันไปสบตารินรดาที่ดูเหมือนจะยังไม่รู้ตัว
"ริน..." เสียงของเขาแหบพร่า "อย่าเพิ่งขยับตัวนะ"
"เกิดอะไรขึ้นคะ?" รินรดาเริ่มขมวดคิ้ว ความร่าเริงหายไปจากใบหน้าทันทีที่เห็นแววตาเปลี่ยนไปของศิลา
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นรัวขึ้นมาบนหน้าจอมีข้อความสั้นๆ ปรากฏขึ้น เป็นเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นตา แต่เนื้อหาด้านในทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปสนิท
*‘รอยยิ้มของเธอน่าประทับใจดีนี่... เสียดายที่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เธอจะได้เห็นแสงแดด’*
พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นรอบทิศทาง ศิลาหันไปมองรอบตัว สวนสาธารณะที่เคยเงียบสงบกลับถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มชายชุดดำที่เดินก้าวเข้ามาเป็นวงกลม อัครเดชก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ความสุขเพิ่งจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายของความตาย
"คุณศิลาครับ" อัครเดชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง "เรามาคุยเรื่องที่ค้างคาในรูปถ่ายใบนั้นกันดีกว่า... ผมว่าคุณคงอยากรู้ว่า ทำไมพ่อของคุณถึงได้ทรยศตระกูลตัวเอง เพื่อแลกกับความลับที่ผมเก็บไว้นะ"
ศิลาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่น ความโกรธเกรี้ยวและหวาดหวั่นผสมปนเปจนเขารู้สึกเหมือนจะบ้าคลั่ง ในวินาทีนั้นเอง เสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังขึ้นไกลๆ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย แต่กลับทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว เพราะเสียงนั้นไม่ใช่เสียงจากทางการ... แต่เป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยที่เขาติดตั้งไว้ในบ้านหลังเก่าของเขาที่ถูกทำลายไปแล้ว
"นั่นไม่ใช่เสียงตำรวจ..." ศิลากัดฟันกรอด "นั่นคือเสียงระบบรักษาความปลอดภัยที่บ้านผม... ใครกันที่เปิดใช้งานมัน?"
อัครเดชยิ้มกว้าง แววตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งจ้องมองมายังเขาราวกับผู้ชนะ "ในที่สุดนายก็รู้ตัวสักที... ว่าสิ่งที่ฉันทำลายไปวันนั้น มันไม่ใช่แค่บ้าน แต่มันคือคุกที่ขังความจริงบางอย่างไว้ ซึ่งตอนนี้... กำลังถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของ "เงามายาใต้รอยอดีต" อย่างเหนียวแน่นนะครับ หากบทนี้ทำให้ท่านวางไม่ลง นั่นคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผมแล้วครับ
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 14
แสงแดดหลังฝน
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!