“อย่าได้มองข้ามรอยยิ้มของอัครเดชเชียวครับศิลา เพราะภายใต้ใบหน้าที่ดูใจดีนั่นน่ะ มันคือหน้ากากที่หล่อหลอมด้วยเลือดเนื้อของผู้คนที่ขวางทางเขามาตลอดหลายสิบปี”
รินรดากล่าวขึ้นในรถที่แล่นผ่านย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยป้ายหาเสียงขนาดใหญ่ ภาพลักษณ์ของอัครเดชในชุดสูทสีเข้มยืนยิ้มกว้างเคียงข้างบรรดานักการเมืองระดับรัฐมนตรีปรากฏเด่นหราอยู่ทั่วทุกหัวระแหง
ศิลาไม่ได้ตอบทันที เขายังคงจ้องมองป้ายเหล่านั้นผ่านกระจกหน้าต่าง แววตาของเขาเย็นเยียบเหมือนคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก มือขวาของเขากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าเขามีดีแค่เงินตราและอิทธิพลมืดในแวดวงธุรกิจ” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความอาฆาต “แต่หลังจากที่ผมแกะรอยเอกสารลับในตู้เซฟของเขาเมื่อคืน... ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตระกูลของผมถึงต้องล่มสลายในชั่วข้ามคืน”
“คุณเจออะไรหรือครับ?” รินรดาหันมามองเขา ดวงตาของเธอฉายแววกังวล
“รายชื่อนักการเมืองระดับสูงเกือบครึ่งสภาที่รับ ‘เงินสนับสนุน’ จากเขา” ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก “มันไม่ใช่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรอกครับริน แต่มันคือการฟอกเงินผ่านโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐ และตระกูลผม... เป็นเพียงตัวหมากที่ขวางทางเดินของเขา เพราะเราดันถือครองที่ดินผืนสุดท้ายที่เขาจำเป็นต้องใช้ทำโครงการที่ใหญ่ที่สุด”
บรรยากาศในรถเงียบงันไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำ ศิลารู้ดีว่าหากเขาเลือกจะเปิดโปงเรื่องนี้ สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่การทำลายอัครเดช แต่มันคือการเปิดสงครามกับกลุ่มอำนาจมืดที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างของประเทศนี้
เมื่อรถจอดสนิทหน้าอาคารสำนักงานลับของอัครเดช ทั้งสองลงจากรถด้วยความระมัดระวัง พวกเขาต้องผ่านการตรวจสอบหลายด่านเพื่อเข้าสู่ห้องทำงานที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุด ที่นั่น อัครเดชไม่ได้รอเขาอยู่เพียงลำพัง ทว่ากลับมีชายชราผู้หนึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง ชายคนนั้นสวมเครื่องแต่งกายภูมิฐาน ใบหน้าแม้จะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่แววตากลับคมกริบดุจเหยี่ยว
“มาตรงเวลาดีนี่... คุณศิลา” อัครเดชกล่าวพลางผายมือให้ศิลานั่ง “รู้จักท่านรัฐมนตรีวิชัยไหม? ท่านเป็นคนที่คอยดูแลไม่ให้ ‘ความผิดพลาด’ ในอดีตของผมต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนรบกวนความสงบสุขของพวกเรา”
ศิลานั่งลงอย่างสงบ เขาจ้องมองรัฐมนตรีวิชัยด้วยสายตาที่ไร้ความเกรงกลัว “ผมก็นึกว่าท่านรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการบริการประชาชน มากกว่าการมานั่งเคลียร์ปัญหาให้พ่อค้าหน้าเลือดเช่นคนผู้นี้นะครับ”
รัฐมนตรีวิชัยหัวเราะร่วน วางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ “อำนาจกับเงินทองมักจะเดินคู่กันเสมอครับคุณศิลา โลกนี้ไม่ได้หมุนด้วยศีลธรรม แต่มันหมุนด้วยผลประโยชน์ ผมเชื่อว่าคนฉลาดอย่างคุณน่าจะเข้าใจข้อตกลงนี้ดี หากคุณยอมส่งมอบเอกสารที่คุณถืออยู่คืนให้เรา และยุติการสืบสวนทุกอย่าง... ตำแหน่งในกระทรวง หรือแม้แต่การล้างมลทินให้ตระกูลคุณ จะไม่ใช่เรื่องยาก”
ศิลาเงียบไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับรินรดาที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นความสั่นไหวเล็กน้อยในดวงตาของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นความมุ่งมั่นที่เธอพร้อมจะเคียงข้างเขาไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
“ท่านครับ” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “คำว่า 'ล้างมลทิน' ของท่าน หมายถึงการบอกความจริงต่อหน้าสาธารณชนใช่ไหมครับ ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่าพ่อแม่ผม?”
อัครเดชเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาทันที “คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือศิลา ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการหรอก สิ่งที่คนเขาต้องการคือบทสรุปที่สวยงามต่างหาก”
ศิลาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กออกมาวางบนโต๊ะ แสงไฟสีเขียวที่กระพริบอยู่บนหน้าจอบ่งบอกถึงการทำงานของเครื่องบันทึกเสียงที่เปิดค้างไว้ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา
“งั้นผมเกรงว่า ท่านคงต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินแล้วล่ะครับ ว่าบทสรุปที่ท่านต้องการ กับความจริงที่ผมมี อะไรมันจะน่าฟังกว่ากัน”
อัครเดชพุ่งตัวลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด ทว่ารัฐมนตรีวิชัยกลับยังคงนั่งนิ่ง แววตาของท่านไม่ได้มีความตื่นตระหนก แต่กลับเผยให้เห็นรอยยิ้มที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“คุณคิดว่าโทรศัพท์เครื่องเดียวจะทำอะไรเราได้งั้นหรือศิลา?” รัฐมนตรีวิชัยกล่าวพลางหยิบโทรศัพท์ของศิลาขึ้นมา แล้วกดไปที่ไอคอนแอปพลิเคชันหนึ่ง “ในโลกของอำนาจ... สัญญาณทุกอย่างที่ออกมาจากตึกนี้ ถูกบล็อกไว้ตั้งแต่วินาทีที่คุณก้าวเข้ามาแล้ว ข้อมูลของคุณไม่ได้ถูกส่งออกไปไหนทั้งสิ้น แต่มันถูกก๊อปปี้ลงในเซิร์ฟเวอร์ของเราแทน”
ศิลาเบิกตากว้าง ความมั่นใจของเขาพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อหน้าจอโทรศัพท์ดับลงสนิทและมีเสียงแจ้งเตือนแปลกประหลาดดังขึ้นจากแล็ปท็อปของอัครเดช ซึ่งเผยให้เห็นโฟลเดอร์ส่วนตัวทั้งหมดของศิลาที่ถูกดึงข้อมูลไปจนหมดสิ้น
“และที่สำคัญไปกว่านั้น...” อัครเดชโน้มตัวลงมาหาศิลา กระซิบเสียงต่ำ “คนขับรถของคุณที่รออยู่ข้างล่างน่ะ เขาไม่ได้ทำงานให้คุณตั้งแต่แรกแล้วนะ”
ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากด้านนอกห้อง ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน รินรดาลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นเงาดำของชายฉกรรจ์หลายนายพุ่งเข้ามาล้อมห้องทำงานไว้ ศิลาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ประตูกระจกที่กำลังจะถูกพังเข้ามา ในขณะที่อัครเดชหยิบปืนพกขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างใจเย็น
หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับสถานการณ์ที่คับขันของศิลาในตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 32
นักการเมืองผู้หิวโหย
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!