"นายทำอะไรลงไป! รู้ตัวไหมว่าสิ่งที่ส่งออกไปนั่นมันเท่ากับจุดชนวนระเบิดที่จะเผาทุกคนให้วอดวาย!"
เสียงตวาดของศิลาก้องกังวานอยู่ในห้องทำงานที่มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ฉายแสงสีฟ้าอาบใบหน้าของรินรดาที่กำลังซีดเผือด มือของเธอสั่นเทาจนแทบประคองแก้วกาแฟไว้ไม่อยู่
ศิลาไม่ได้โกรธ แต่แววตาของเขามันเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งที่ก่อตัวในหัวใจ เขาเดินเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน กวาดสายตามองหน้าจอที่เปิดค้างไว้—ไฟล์ฐานข้อมูลลับเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อัครเดชใช้เป็นฉากหน้าในการฟอกเงินและฉ้อโกงงบประมาณมหาศาล บัดนี้ ข้อมูลเหล่านั้นถูกอัปโหลดขึ้นสู่เซิร์ฟเวอร์สาธารณะด้วยระบบอัตโนมัติที่ตั้งเวลาไว้ผิดพลาดเพียงไม่กี่วินาที
"ฉัน... ฉันแค่จะคัดลอกไฟล์เพื่อไปตรวจสอบที่บ้าน ไม่คิดว่าระบบคลาวด์มันจะซิงค์ข้อมูลกับโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เชื่อมต่อไว้" รินรดาเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นที่ขอบตา "ศิลา ฉันขอโทษ... ฉันไม่ได้ตั้งใจ"
ศิลาไม่ตอบ เขาหมุนตัวกลับไปยังหน้าต่างกระจกบานสูงที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามวิกาล เบื้องล่างคือแสงไฟที่ดูสงบสุข แต่ในความเงียบนั้น เขารู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัว อัครเดชไม่ใช่คนที่จะอยู่นิ่งเมื่อถูกต้อนจนมุม ข้อมูลที่หลุดออกไปนั่นเปรียบเสมือนกุญแจมือที่เตรียมพร้อมจะล็อกข้อมือของผู้มีอิทธิพล แต่มันก็เป็นดาบสองคมที่จะกลับมาทิ่มแทงพวกเขาด้วยเช่นกัน
"ไม่ต้องขอโทษหรอก" ศิลาหันกลับมา น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทจนน่ากลัว "ความลับไม่มีในโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ฉันไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องฉ้อโกง แต่มันมีชื่อของคนในตระกูลฉันที่ถูกใส่ร้ายว่าทุจริตอยู่ในนั้นด้วย นี่คือโอกาสที่ฉันรอคอยมาตลอด... หรือไม่ก็จุดจบที่เราเลือกไม่ได้"
ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของทั้งคู่ก็ดังขึ้นพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงสั่นของเครื่องที่วางอยู่บนโต๊ะสร้างเสียงประสานที่น่าขนลุก รายชื่อสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึงข้อความข่มขู่จากเบอร์ปริศนาเริ่มหลั่งไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก
"ศิลา ดูนี่..." รินรดาชี้ไปที่หน้าจออีกครั้ง "ยอดแชร์พุ่งทะลุหลักแสนไปแล้ว และอัครเดช... เขาเพิ่งโพสต์ข้อความลงบนเพจบริษัท"
ศิลาเดินกลับมาดูด้วยหัวใจที่เต้นรำไปตามจังหวะอะดรีนาลีน ในหน้าจอคือภาพถ่ายที่อัครเดชถ่ายคู่กับเอกสารชุดเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้นิ่งงันไปไม่ใช่ข้อความแก้ตัว หากเป็นรูปถ่ายของเขากับรินรดาที่กำลังเดินเข้าที่พักในคืนวันก่อนหน้า พร้อมแคปชั่นที่อ่านแล้วต้องเย็นสันหลัง
*'พวกโจรในคราบนักอุดมการณ์ พยายามปล่อยข่าวปลอมเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ... ข้าพเจ้าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และหวังว่ากฎหมายจะคุ้มครองคนบริสุทธิ์จากภัยสังคมเช่นนี้'*
"เขาดัดหลังเรา" ศิลาพึมพำ "เขาเตรียมแผนสำรองไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว เขาจงใจปล่อยให้เราเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ เพื่อที่เขาจะได้โยนความผิดให้เราในข้อหา 'โจรกรรมข้อมูลและบิดเบือนข้อเท็จจริง' นี่มันคือกับดักที่ออกแบบมาอย่างประณีต"
ศิลาคว้าเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มขึ้นมาสวม เขาคว้าแขนรินรดาไว้แน่น สายตาของเขามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว "ฟังนะ เราต้องออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้ ก่อนที่คนของมันจะมาถึง เรายังเหลือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่อัครเดชไม่มีวันคาดคิดว่าเราจะครอบครองมันได้"
"หลักฐานอะไร?" รินรดาถามด้วยความงุนงง
ศิลาล้วงมือเข้าไปในช่องลับของกระเป๋าเป้ หยิบแฟลชไดรฟ์สีเงินที่ดูธรรมดาออกมา แต่มันบรรจุบันทึกเสียงสนทนาระหว่างอัครเดชกับมือสังหารที่เกี่ยวข้องกับการตายของครอบครัวเขาไว้ "นี่คือความจริงที่ไม่ได้ถูกเปิดเผย... และมันจะทำให้มันชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป"
ทั้งคู่รีบวิ่งออกจากห้องทำงานมุ่งหน้าสู่ลานจอดรถ แต่ทว่า ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นใต้ดิน แสงไฟสปอร์ตไลท์จากรถกระบะสีดำคันใหญ่หลายคันก็พุ่งเข้าใส่ร่างของพวกเขาทันที พร้อมกับเสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์นับสิบคนที่ก้าวลงจากรถพร้อมอาวุธครบมือ
ชายวัยกลางคนร่างท้วม ผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างใจดีแต่แววตาดุจงูพิษ ก้าวลงจากรถคันกลาง เขาคืออัครเดช ที่ยืนจ้องมองศิลาด้วยท่าทางของผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"วิ่งหนีไปไหนล่ะ เจ้าหนู" อัครเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความอำมหิต "นึกว่าเอาข้อมูลไปปล่อยทิ้งไว้ในเน็ตแล้วจะรอดพ้นความผิดงั้นหรือ? ผิดถนัด... เพราะสิ่งที่แกทำน่ะ มันไม่ใช่แค่การเปิดโปง แต่มันคือการประกาศสงครามกับคนที่แกไม่มีปัญญาเอาชนะได้"
ศิลากระชับแฟลชไดรฟ์ในมือแน่น เขาผลักรินรดาไปด้านหลัง "คุณถอยไป"
"แต่ศิลา..."
"ไป!" ศิลาตะคอกเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตาอัครเดช "สงครามที่ว่า... คุณมั่นใจแล้วหรือว่าคุณจะเป็นคนชนะ?"
อัครเดชหัวเราะร่วน ก่อนจะชูมือถือขึ้นมา "แกคงลืมไปว่า ฉันไม่ได้คุมแค่ธุรกิจ แต่ฉันคุม 'คน' ที่จะตัดสินแกในศาลด้วย"
ทันใดนั้น เสียงไซเรนตำรวจก็ดังขึ้นรอบทิศทาง รถสายตรวจหลายคันล้อมรอบลานจอดรถไว้ แต่สิ่งที่ทำเอาศิลาถึงกับตัวชาไม่ใช่จำนวนตำรวจที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นชายในเครื่องแบบยศสูงที่ก้าวลงจากรถตำรวจคันแรก—เขาคือคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของพ่อศิลา ผู้ที่ศิลาเคยคิดมาตลอดว่าเป็นพันธมิตรเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ในวินาทีนี้ ชายคนนั้นกลับเดินตรงเข้าไปจับมือกับอัครเดชอย่างสนิทสนม
และสิ่งที่ศิลาไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อชายคนนั้นหันกระบอกปืนมาทางเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ศิลา... นายถูกจับในข้อหาจารกรรมข้อมูลความมั่นคงและเป็นกบฏต่อความสงบสุขของรัฐ ทิ้งของในมือลงซะ"
ท่ามกลางความมืดมิดและวงล้อมของศัตรูที่กลายเป็นมิตร ศิลาตระหนักได้ทันทีว่าเกมนี้ไม่ได้มีแค่สองฝั่ง แต่เขากำลังสู้กับทั้งระบบที่คอยโอบอุ้มอัครเดชไว้อย่างมิดชิด ความหวังสุดท้ายของเขากำลังถูกบดขยี้ด้วยมือของคนที่เขาเคยเชื่อใจมากที่สุดในชีวิต
หวังว่าทุกท่านจะยังคงร่วมลุ้นและฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกับศิลาในบทถัดไปนะครับ
จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 36
ความลับที่ถูกเปิดเผย
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!