“เจ้าควรจะอยู่ใต้เถ้าธุลีตั้งแต่คืนนั้นแล้ว... พี่ใหญ่”
เสียงกระซิบที่ลอยลอดผ่านความเงียบงันของห้องทำงานเก่าคร่ำครึ ไม่ได้ดังดั่งอสุนิบາດฟาดลงมา หากแต่มันกลับหนักหน่วงราวมวลภูเขาที่กดทับลงบนแผ่นอกของศิลา จนลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึก ร่างที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงดั่งหินผา กลับเซถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
นัยน์ตาคมกริบที่ผ่านการผ่านศึกและเกมการเมืองสีเทามาโชกโชน บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยเคลือบไว้หนาเตอะถูกกระชากออก เผยให้เห็นรอยร้าวลึกราวกระจกที่ถูกค้อนทุบ ศิลาจ้องมองเงาร่างที่ก้าวพ้นจากความมืดของมุมห้องออกมาทีละน้อย แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดสาดกระทบใบหน้าครึ่งซีกของผู้มาเยือน รอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขมับซ้ายพาดผ่านโหนกแก้มลงมาถึงลำคอ—รอยแผลที่เขาสลักฝังใจไว้ในความทรงจำสีเลือดเมื่อสิบปีก่อน
นั่นคือ "ประจักษ์" พี่ชายแท้ๆ ของเขาเอง บุคคลที่หลักฐานทุกชิ้น ใบมรณบัตรทุกฉบับ และกองเพลิงโหมกระหน่ำในค่ำคืนวันนั้นยืนยันอย่างหนักแน่นว่าได้แปรสภาพกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย
“ท่าน... พี่... เป็นไปได้อย่างไร” เสียงของศิลาแหบพร่า หลุดลอดไรฟันออกมาด้วยความยากลำบาก มันไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อภูตผีปีศาจ หากแต่เป็นความตกตะลึงระคนความเจ็บปวดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่จากก้นบึ้งของหลุมศพ
ประจักษ์ไม่ได้ตอบในทันที เขายกมุมปากขึ้นยิ้ม ยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาและความขมขื่น มือหนาที่มีรอยด้านหนาสกปรกจากการผ่านความยากลำบากเอื้อมไปแตะขอบโต๊ะทำงานไม้สักเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารคดีเก่า
“ความจริงก็เหมือนซากศพ ยิ่งเจ้าฝังมันลึกเท่าไหร่ กลิ่นอับของมันก็ยิ่งโชยแรงขึ้นเท่านั้น ศิลา... น้องชายข้า เจ้าเติบโตขึ้นมากจนเกือบจะโค่นบัลลังก์ของอัครเดชได้อยู่แล้วเชียว น่าเสียดาย... ที่เจ้ารู้จักศัตรูไม่ดีพอ”
ในเสี้ยววินาทีนั้น รินรดาที่ยืนอยู่ข้างกายศิลามาตลอดโดยมีแผ่นหลังของชายหนุ่มบังรัศมีอันตรายไว้ เธอก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย มือเรียวบางเอื้อมไปดึงชายเสื้อของศิลาไว้เบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัย แม้เธอจะเพิ่งล่วงรู้ความลับนี้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่การเผชิญหน้ากับ "คนตายที่ฟื้นคืนชีพ" ย่อมสร้างแรงกดดันมหาศาลเกินกว่าที่จิตใจมนุษย์ทั่วไปจะรับไหว
“คุณประจักษ์...” รินรดาเอמהเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว “พวกเราไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับคุณ หลักฐานที่คุณพ่อของคุณ... เอ่อ หมายถึง ท่านอดีตรัฐมนตรีทิ้งไว้ในสมุดบันทึกเล่มนั้น มันคือสิ่งเดียวที่จะลากคอมันขึ้นมาบนศาลได้”
ประจักษ์หันขวับมามองหญิงสาว นัยน์ตาคู่นั้นคมปลาบจนรินรดาต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอ “รินรดา ลูกสาวของศาสตราจารย์ผู้ล่วงลับ... เจ้าคิดว่ากระดาษไม่กี่แผ่นกับสมุดเน่าๆ เล่มเดียว จะสั่นคลอนรากฐานที่อัครเดชสร้างขึ้นมาตลอดสามสิบปีได้กระนั้นหรือ? โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรม ศิลา... แต่มันขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และอำนาจที่เปื้อนเลือดต่างหาก”
บรรยากาศภายในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความตายและอดีตที่ยังไม่สะสางอบอวลปะปนกับฝุ่นละออง ศิลายืนนิ่ง สงบสติอารมณ์ที่กำลังตีรวนในอกให้กลับเข้าที่ ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังในอดีตค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายตาสีเพลิงแห่งความมุ่งมั่น เขาไม่ได้โง่เขลาที่จะเชื่อคำพูดของพี่ชายทั้งหมด แต่เขารู้ดีว่า "หลักฐาน" ที่เขากับรินรดาร่วมกันค้นพบในตู้เซฟลับใต้พื้นห้องสมุดเมื่อวานนี้ คือกุญแจดอกสุดท้าย
มันไม่ใช่แค่สมุดบันทึกธรรมดา แต่คือแฟ้มลับที่รวบรวมรายชื่อบัญชีมืด เส้นทางการเงินนอกระบบ และรายชื่อผู้พิพากษาที่ถูกซื้อตัว ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างอัครเดชกับเหตุการณ์วางเพลิงบ้านตระกูลศิลาเมื่อสิบปีก่อน
“ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ทำไมท่านถึงปล่อยให้ข้าต้องแบกรับความรู้สึกผิดนี้ไว้คนเดียวตลอดสิบปี!” ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสดใสที่เคยฉายแววอ่อนโยนในยามที่อยู่กับรินรดา บัดนี้แดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอยที่ปูดโปน “ทำไมต้องปล่อยให้ข้าคิดว่ามือคู่นี้เปื้อนเลือดคนในครอบครัว! ทำไมต้องปล่อยให้ข้าทรมานในนรกนั้นคนเดียว!”
ประจักษ์ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความหมองเศร้าที่วาดผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความเย็นชาตามเดิม
“เพราะถ้าเจ้าตาย... เกมนี้ก็จบลงตั้งแต่วันนั้นแล้ว ศิลา” ประจักษ์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น จนแสงจันทร์เผยกายให้เห็นรอยแผลเป็นชัดเจนยิ่งขึ้น “อัครเดชไม่ได้ต้องการแค่กำจัดพวกเรา แต่มมันต้องการฮุบแผ่นดินผืนนี้ทั้งหมด แผนการของมันใหญ่โตเกินกว่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะเข้าใจในตอนนั้น ข้าต้องแกล้งตายเพื่อหนีลงไปใต้ดิน สร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมาเพื่อรอคอยวันนี้... วันที่เราจะมีหลักฐานมากพอที่จะตัดหัวพญานาคตัวนั้น”
รินรดาที่ฟังอยู่เงียบๆ ค่อยๆ หยิบห่อผ้าไหมสีดำที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทออกมาอย่างระมัดระวัง นางวางมันลงบนโต๊ะไม้สักท่ามกลางสายตาของชายหนุ่มทั้งสอง ศิลาหันมามองนางด้วยแววตาห่วงใย แต่นางส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงบอกว่า *‘เราต้องเสี่ยง’*
เมื่อห่อผ้าถูกคลี่ออก เผยให้เห็นแผ่นศิลาจารึกโบราณขนาดเล็กที่มีรอยร้าว และแฟ้มเอกสารตัวจริงที่ประทับตราลับของทางราชการ พร้อมด้วย "กุญแจทองเหลืองโบราณ" ที่มีรอยหยักแปลกประหลาด
“นี่คือสิ่งที่คุณพ่อของฉันพยายามปกป้องด้วยชีวิต” รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้ตัวจะสั่นเทา “มันไม่ใช่แค่หลักฐานทางคดีอาญา แต่เป็นโฉนดที่ดินสัมปทานเหมืองแร่ใต้ดินที่อัครเดชใช้เป็นแหล่งฟอกเงินและสถานที่ทดลองลับ หากเปิดเผยสิ่งนี้ต่อหน้าสาธารณชน หุ้นของบริษัทอัครเดชกรุ๊ปจะพังทลายภายในชั่วโมงเดียว และอำนาจมืดของมันจะมลายหายไป”
ประจักษ์ก้มมองสิ่งของเหล่านั้น นัยน์ตาของเขาเป็นประกายวาววับ ความทะเยอทะยานและความแค้นที่สะสมมานานนับทศวรรษปะทุขึ้นจนสัมผัสได้ มือหนายื่นออกไปหมายจะหยิบกุญแจทองเหลืองขึ้นมาพินิจ
ทว่า...
*ปัง!*
เสียงกระจกหน้าต่างด้านหลังห้องแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเศษกระสุนปืนไรเฟิลซุ่มยิงที่เจาะทะลุกำแพงไม้เข้ามาฝังจมอยู่บนโต๊ะทำงาน ห่างจากมือของประจักษ์เพียงไม่กี่คืบ!
“หมอบลง!” ศิลาคำรามลั่น ร่างหนาพุ่งเข้าชาร์จผลักรินรดาล้มลงไปหลบหลังตู้หนังสือไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ในเสี้ยววินาที ประจักษ์เองก็กลิ้งตัวหลบลงไปหมอบราบกับพื้นอย่างคล่องแคล่วราวกับสัญชาตญาณของนักล่าที่ผ่านการรอดตายมานับครั้งไม่ถ้วน
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ดังขึ้นก้าวฉับๆ อยู่ที่ระเบียงด้านนอก พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำไม่ต่ำกว่าห้าคน สวมหน้ากากอนามัยและถือปืนกลมือติดลำกล้องเก็บเสียง พังประตูห้องทำงานเข้ามาอย่างเหี้ยมเกรียม
“พวกมันตามมาเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร!” รินรดาซบหน้าลงกับอกของศิลา หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความหวาดกลัวแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง
ศิลาไม่ตอบ เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งคอมพิวเตอร์ ไม่มีทางที่ใครจะรู้พิกัดของห้องนี้ เว้นแต่...
เขาก้มลงมองหน้าพี่ชายที่นอนหมอบอยู่ไม่ไกล ประจักษ์กำลังเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดี แต่ในแววตาของประจักษ์เวลานี้... กลับไม่มีความตกใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ที่ศิลาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
“พี่ใหญ่...” ศิลาครางชื่อนั้นออกมาเบาหวิว ความหนาวยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เมื่อประจักษ์ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างใจเย็นท่ามกลางกระสุนที่ยังคงสาดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีกระสุนนัดไหนเฉียดเข้าใกล้ตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“เสียใจด้วยนะน้องรัก...” ประจักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด “บางที... การที่คนตายฟื้นคืนชีพได้ มันอาจจะไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์... แต่อาจเป็นเพราะเขาเลือกที่จะขายวิญญาณให้ซาตานตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก”
สิ้นคำพูดนั้น ประจักษ์ก็ยื่นมือไปหยิบแฟ้มหลักฐานและกุญแจทองเหลืองบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างง่ายดาย ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังกลุ่มมือสังหารชุดดำที่ยืนคุมเชิงอยู่ที่ประตู โดยมีปลายกระบอกปืนนับสี่ยื่นเล็งตรงมาที่ศิลาและรินรดาที่ติดกับดักอยู่ในมุมมืด!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "จอมยุทธ์เสื้อแพร" เสมอมาครับ
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 46
เส้นขนานที่มาบรรจบ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!