"คุณจะเก็บเศษแก้วที่บาดมือตัวเองไปถึงไหนคะ คุณภาคิน"
รินรดาวางแก้วไวน์ในมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง *กริ๊ก* น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดไว้ เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า—ชายผู้ที่ใครต่อใครต่างเรียกว่านักธุรกิจเลือดเย็น—เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวเดิมในห้องทำงานที่มืดสลัว แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ บนหลังมือขวาของเขา ซึ่งมีหยดเลือดเล็กๆ ซึมออกมาจากการที่เขาบีบแก้วคริสตัลจนแตกคามือเมื่อครู่
ภาคินไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงแต่มองรอยเลือดที่ค่อยๆ ไหลซึมผ่านนิ้วเรียวยาวของตนเอง สายตาของเขาไม่ได้ฉายแววเจ็บปวด แต่กลับว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณได้ล่องลอยไปไกลแสนไกล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอด้วยนัยน์ตาที่อ่านยากดั่งมหาสมุทรในคืนเดือนมืด
"ถ้าคุณทนเห็นเลือดของผมไม่ได้ ก็แค่เดินออกไปจากห้องนี้ รินรดา" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เป็นน้ำเสียงที่ต่างจากทุกครั้งที่เขาใช้ข่มขู่หรือสั่งการ มันเป็นน้ำเสียงของคนที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าจนแทบจะยืนไม่ไหว "ความยุติธรรมที่คุณเรียกร้องน่ะ บางทีมันก็ไม่ได้มีไว้เพื่อคนที่มีตราบาปอย่างผมหรอกนะ"
รินรดาขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆ ของเขากระทบจมูกเธอ มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกเย็นชาและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน เธอคว้ากล่องปฐมพยาบาลจากลิ้นชักใกล้ๆ มาวางลงตรงหน้าเขาอย่างแรง
"เลิกทำตัวเป็นพระเอกผู้แบกรับความผิดของคนอื่นเถอะค่ะ" เธอคว้ามือเขามาวางบนตักของตนเองโดยไม่รอคำอนุญาต แม้จะสัมผัสได้ถึงแรงต้านขัดขืนจากกล้ามเนื้อที่เกร็งแข็งของเขา "ดิฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ที่ไหน แต่ในฐานะคนที่ต้องทำงานร่วมกับคุณตอนนี้ ดิฉันไม่อนุญาตให้คุณทำตัวเป็นภาระด้วยการปล่อยให้แผลติดเชื้อ"
ภาคินชะงักไป ครู่หนึ่งที่ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้อง เขามองดูหญิงสาวที่กำลังบรรจงใช้ปากคีบดึงเศษแก้วชิ้นเล็กๆ ออกจากผิวหนังของเขา ท่าทีของเธอที่มุ่งมั่นและจริงจังทำเอาความโกรธเกรี้ยวที่เขาเคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทิ่มแทงหัวใจ
"คุณไม่กลัวผมเลยหรือไง" เขาถามเสียงแผ่ว สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าด้านข้างของเธอ "คนทั้งเมืองต่างรู้ดีว่าผมคือตัวอันตราย... เป็นปีศาจที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท"
รินรดาหยุดมือชั่วครู่ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยสะท้อนแสงไฟสลัวจนดูวูบไหว "ปีศาจที่ดิฉันเห็นตอนนี้... แค่ชายคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่ในใจ แต่ไม่มีใครยอมฟังมากกว่าค่ะ คุณภาคิน ทุกคนมองเห็นแค่เกราะที่หนาเตอะของคุณ แต่ไม่มีใครเคยสังเกตเลยว่าใต้เกราะนั้น คุณกำลังหายใจไม่ออก"
คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งตรงเข้าสู่กลางใจของภาคิน มือของเขาที่ถูกกุมไว้เริ่มสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความเจ็บจากแผล แต่เพราะความรู้สึกที่ถูก 'มองเห็น' เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาไม่เคยได้รับความเห็นอกเห็นใจจากใครเลย นับตั้งแต่วันที่ครอบครัวของเขาล่มสลายด้วยอุบัติเหตุที่เขายังคงตั้งคำถามกับตัวเองว่าตนเองเป็นผู้กระทำผิดตัวจริงหรือไม่
"คุณไม่ได้รู้จักผมจริงๆ หรอกรินรดา" เขาพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครืออย่างปิดไม่มิด "ถ้าคุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนคริสต์มาสปีนั้น... ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็นคนทำลายอนาคตของใครไปบ้าง คุณจะไม่มีวันมานั่งทำแผลให้คนอย่างผมแบบนี้แน่"
"ดิฉันไม่สนใจอดีตที่แก้ไขไม่ได้ค่ะ" รินรดาพันผ้าพันแผลรอบมือเขาด้วยความอ่อนโยนผิดกับบุคลิกที่ดูห้าวหาญ "แต่ถ้าคุณยังเอาแต่ก้มหน้าอยู่กับความผิดนั้น แล้วปล่อยให้ปัจจุบันมันพังทลายไปพร้อมกับคนรอบข้าง ดิฉันนั่นแหละที่จะเป็นคนฉุดคุณขึ้นมาจากหลุมพรางนั้นเอง"
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดันเหมือนทุกครา มันเป็นความเงียบที่เชื่อมโยงความรู้สึกของคนสองคนไว้ด้วยกัน ภาคินมองมือของตัวเองที่ได้รับการดูแลอย่างทะนุถนอม ความอบอุ่นจากฝ่ามือของรินรดาซึมลึกผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจที่เขาปิดตายมาตลอด
เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของนักล่าที่จ้องเหยื่อ หรือศัตรูที่เตรียมแผนโต้กลับ แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งพบแสงสว่างกลางพายุฝน
"รินรดา..." เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ ราวกับจะทดสอบว่าความจริงตรงหน้านี้คือความฝันหรือไม่ "ทำไมต้องเป็นคุณที่เดินเข้ามาหาผมในวันที่ทุกคนต่างถอยห่าง"
รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยตอบ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรงสามครั้งติดต่อกัน ตามมาด้วยเสียงประตูที่ถูกเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาคือทนายความส่วนตัวที่ภาคินพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดทั้งวัน
"คุณภาคินครับ เกิดเรื่องแล้วครับ..." ชายคนนั้นหยุดชะงักเมื่อเห็นรินรดานั่งอยู่ใกล้ชิดกับภาคิน ก่อนจะรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "ภาพหลักฐานที่คุณเก็บไว้ในตู้เซฟ... ตอนนี้มันถูกส่งไปถึงสำนักงานตำรวจแล้วครับ และคนที่ส่งไปก็คือคนที่คุณไว้ใจที่สุด... คนที่ยืนอยู่ข้างคุณในตอนนี้ต่างหาก"
ภาคินนิ่งงันไป ราวกับถูกกระชากลงจากเหวที่สูงชัน เขาก้มมองมือที่เพิ่งถูกพันแผลอย่างดี ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองรินรดาที่ใบหน้าเริ่มซีดเผือดด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและแหลมคมดุจมีดโกน
"บอกผมสิรินรดา..." เขากระซิบ น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง "ว่าสิ่งที่ผมเพิ่งได้ยินมา... มันเป็นแค่เรื่องโกหก"
รินรดามองสบตาเขา มือของเธอยังคงวางอยู่บนมือที่ถูกพันแผลของเขา แต่ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเธอก็สั่นขึ้นมาเบาๆ หน้าจอสว่างวาบเผยให้เห็นข้อความสั้นๆ จากเบอร์นิรนาม: *'งานชิ้นแรกเสร็จสมบูรณ์ เตรียมตัวรับมือกับความแค้นของเขาได้เลย'*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 9 นะคะ หวังว่าเรื่องราวของพวกเขาทั้งสองจะทำให้หัวใจของรี้ดเดอร์เต้นแรงในตอนต่อไปค่ะ - ดาวตกคืนคริสต์มาส
รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส•ตอนที่ 9
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!