“ลบมันซะ”
เสียงของภาคินทุ้มต่ำและเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งที่เกาะตัวหนา เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือรินรดาที่ยังคงสว่างวาบด้วยข้อความอาฆาตมาดร้ายนั้น ความกดดันในอากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้งจนรินรดารู้สึกหายใจลำบาก
มือที่วางบนแผลของเขาเมื่อครู่สั่นระริก เธอรีบดึงมือกลับราวกับถูกไฟลวก “คุณเห็นแล้วสินะ”
ภาคินขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความยากลำบาก แผลที่มือยังคงมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยผ่านผ้าพันแผลสีขาวที่ตัดกับชุดสีเข้มของเขา เขาเดินเข้ามาใกล้จนรินรดาต้องก้าวถอยหลังไปจนแผ่นหลังปะทะกับผนังห้องเย็นเฉียบ “ผมไม่ได้แค่เห็น แต่ผมกำลังเตือนคุณ รินรดา… โลกของผมมันไม่ได้สะอาดสะอ้านเหมือนภาพวาดที่คุณพยายามจะแต่งแต้มมันด้วยความเมตตา”
“งานชิ้นแรกเหรอคะ?” รินรดาเค้นเสียงถาม ทั้งที่ความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจจนชาหนึบ “สิ่งที่คุณทำเมื่อคืน… แผนการที่คุณบอกว่ามันคือความยุติธรรม มันหมายถึงชีวิตใครกันแน่”
ภาคินไม่ตอบ เขาคว้าโทรศัพท์จากมือเธอไปกดทิ้งข้อความนั้นด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะกดปิดเครื่องแล้วโยนมันลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี “จำไว้นะ อย่าไว้ใจใคร แม้แต่คนที่คุณคิดว่ากำลังร่วมทางเดียวกับคุณอยู่”
จังหวะนั้นเอง ราวกับเข็มนาฬิกาหยุดเดิน รินรดารู้สึกถึงแรงกระแทกบางอย่างในสมอง—ภาพเหตุการณ์ที่เลือนรางเหมือนฟิล์มหนังที่ถูกเผาไหม้เริ่มตีกลับเข้ามาในหัว เธอเห็นตัวเองในวัยเด็กยืนอยู่หน้ากองเพลิงที่โหมกระหน่ำ เสียงกรีดร้องของมารดาแว่วเข้ามาในโสตประสาท ตามด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นน้ำมันเบนซิน
และที่สำคัญที่สุด… เธอกำลังกุมมือของผู้ชายคนหนึ่งไว้ ในมือนั้นมีเหรียญตราโลหะรูปดาวตกที่เปื้อนเลือด
รินรดาทรุดลงกับพื้น ลมหายใจหอบถี่จนแทบสิ้นสติ “คุณ… คุณอยู่ที่นั่น”
ภาคินชะงัก ร่างสูงใหญ่ที่กำลังจะเดินเลี่ยงออกไปหยุดกึก เขาหมุนตัวกลับมาด้วยแววตาที่สั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม “คุณเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว รินรดา ลุกขึ้น”
“อย่ามาโกหก!” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาไหลพราก “เหรียญดาวตกนั่น… ฉันจำได้แล้วว่าฉันเห็นมันในมือคุณวันที่พ่อแม่ฉันตาย! มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฉันมาเจอกับคุณที่นี่ คุณดึงฉันเข้ามาในวังวนนี้เพราะต้องการจะปิดปากพยานที่หลงเหลืออยู่ใช่ไหม!”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่รุนแรงของคนทั้งคู่ ภาคินก้าวเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง คราวนี้เขาคุกเข่าลงตรงหน้า มือหนาที่พันด้วยผ้าพันแผลเอื้อมมาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอต้องสบตาเขา สายตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรวดร้าวที่ยากจะหยั่งถึง
“ถ้าผมต้องการปิดปากคุณ ผมทำไปตั้งแต่วันแรกที่เห็นหน้าคุณที่สถานีตำรวจแล้ว” เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้า “แต่ที่ผมเก็บคุณไว้ เพราะคุณคือคนเดียวที่จะยืนยันได้ว่า… คนที่จุดไฟคืนนั้น ไม่ใช่ผม”
“แต่คุณอยู่กับฉัน!”
“ใช่ ผมอยู่กับคุณ เพราะผมพยายามจะดึงคุณออกมาจากกองเพลิงนั้น!” เขาตะคอกกลับด้วยความเหลืออด ก่อนจะผ่อนน้ำเสียงลงเป็นคำกระซิบที่บาดลึก “คุณจำได้แค่เศษเสี้ยวของความจริง แต่คุณยังไม่รู้เลยว่า ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเงาที่คอยบงการชีวิตคุณและผมมาตลอดสิบปี”
รินรดาตัวแข็งทื่อ ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยร้าวเริ่มเผยตัวออกมา แต่ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรต่อ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ตามด้วยเสียงที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นของใคร
“คุณภาคินครับ ผมมาตามที่นัดหมายไว้”
รินรดาสะดุ้งสุดตัว บุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ 'อัครเดช' อดีตนายตำรวจที่เป็นคนดูแลคดีของพ่อแม่เธอมาตลอด และเขายังเป็นคนที่เธอเชื่อใจมากที่สุดในชีวิต
ภาคินลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เขาหันมามองรินรดาด้วยสายตาเย็นเยียบอีกครั้ง ก่อนจะหันไปตะโกนบอกคนนอกประตู “เข้ามาได้”
ประตูเปิดออก อัครเดชก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูใจดี แต่เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับรินรดาที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้น รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปแทนที่ด้วยประกายตาที่แหลมคมดุจมีดโกน
“รินรดา? มาทำอะไรที่นี่ในเวลาแบบนี้ครับ?” อัครเดชถาม พลางขยับมือไปจับที่กระเป๋าเสื้อนอกที่ดูเหมือนจะพกพาอาวุธบางอย่างไว้
ภาคินขยับมายืนบังรินรดาไว้กึ่งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ฟังดูเหมือนคำประกาศสงคราม “พอดีเธอกำลังทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับคดีเก่าของพ่อแม่เธอน่ะครับ... คุณอัครเดช คุณพอจะช่วยรื้อฟื้นความจำให้เธอบ้างไหม ว่าคืนนั้น 'ใคร' เป็นคนพาตัวเธอออกมาจากบ้านที่ถูกเผา?”
อัครเดชชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ “ความทรงจำที่หายไป บางทีมันก็ไม่ควรจะถูกเรียกคืนหรอกครับ… เพราะบางความจริง มันมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต”
เขาไม่ได้พูดเปล่า แต่มือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อดึง 'สิ่งนั้น' ออกมา… มันไม่ใช่ปืน แต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่เขาวางลงบนโต๊ะกลางห้อง เป็นรูปของรินรดาในวัยเด็กที่กำลังถือเหรียญดาวตกนั่น แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของรินรดาหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่รูปภาพ หากแต่เป็นรอยเลือดสดๆ ที่เปื้อนอยู่บนขอบกระดาษรูปถ่าย ราวกับมันเพิ่งถูกส่งตรงมาจากสถานที่เกิดเหตุในอดีตที่หวนคืนมาอีกครั้ง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 10 ไปด้วยกันนะคะ ดาวตกคืนคริสต์มาสจะยังคงอยู่เคียงข้างคุณในทุกตัวอักษรค่ะ
รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส•ตอนที่ 10
ความทรงจำที่หายไป
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!