กลิ่นคาวสนิมจางๆ ลอยแตะจมูกทันทีที่รอยเลือดบนขอบกระดาษรูปถ่ายใบนั้นปรากฏแก่สายตา รินรดารู้สึกเหมือนออกซิเจนในห้องนี้ถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น เธอไม่ได้มองรูปถ่ายใบนั้นอีกต่อไป สายตาของเธอตรึงอยู่กับใบหน้าเรียบเฉยของภาคิน—ชายผู้ที่เธอยังไม่แน่ใจว่าเขาคือที่พึ่งพิงหรือเพชฌฆาตที่กำลังค่อยๆ บดขยี้ชีวิตของเธอให้แหลกคากำมือ
"คุณเอาเลือดพวกนี้มาจากไหน" รินรดาเค้นเสียงถาม มือที่วางอยู่บนตักสั่นระริกจนเธอต้องกำหมัดแน่นเพื่อซ่อนมันไว้
ภาคินไม่ตอบ เขาเอนหลังพิงพนักโซฟาหนังราคาแพง ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดโกนจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าเธอจะพังทลายลงตรงนี้ หรือจะกัดฟันสู้ต่อ "ในโลกของผม ความทรงจำไม่เคยมีวันตายหรอกนะรินรดา มันมักจะมีชีวิตรอดออกมาเสมอ... พร้อมกับร่องรอยของการทรยศ"
เขาขยับตัวเพียงเล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทร์และยาสูบจางๆ ของเขาทำให้รินรดารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูจังหวะหนักแน่นและมั่นคงก็ดังขึ้น—มันไม่ใช่เสียงเคาะของแม่บ้านที่ดูแลที่นี่ แต่เป็นจังหวะของผู้มาเยือนที่ประกาศศักดาว่าตนเป็นเจ้าของพื้นที่
ก่อนที่ภาคินจะทันได้เอ่ยอนุญาต ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออก
หญิงสาวรูปร่างระหงในชุดเดรสสีเข้มที่ดูทันสมัยและราคาแพงระยับก้าวเข้ามาในห้อง ท่วงท่าของเธอดูสง่างามดั่งนางพญาที่กำลังเดินลงจากบัลลังก์เพื่อมาตรวจสอบความเรียบร้อยในอาณาจักร เส้นผมของเธอถูกรวบตึงเผยให้เห็นใบหน้าที่สวยคมแต่ทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
"ฉันหวังว่าการมาของฉันจะไม่ใช่การขัดจังหวะ 'ความลับ' ของคุณนะคะ ภาคิน" เสียงของเธอกังวานกังวานและเฉียบขาด
รินรดาสังเกตเห็นว่าภาคินไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ เขาเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความนิ่งสงบ "มิลิน... คุณไม่ควรมาที่นี่โดยไม่บอกล่วงหน้า"
มิลิน คู่หมั้นของเขา—ชื่อนี้ดังขึ้นในหัวของรินรดาพร้อมกับความรู้สึกวาบหวิวที่ช่องท้อง เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากหญิงสาวคนใหม่ เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาดื่มน้ำชา แต่เธอมาที่นี่เพื่อทวงคืนทุกอย่างที่เธอคิดว่าเป็นของเธอ
มิลินละสายตาจากภาคินแล้วค่อยๆ เดินตรงมาหารินรดา ทุกย่างก้าวของเธอดุจเสียงเข็มนาฬิกาที่นับถอยหลังสู่ความหายนะ เธอหยุดยืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มาเยือนคนใหม่ พินิจพิเคราะห์รินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการดูแคลน
"นี่สินะ... สิ่งที่ทำให้คุณถึงกับยอมแหกกฎของตัวเอง" มิลินเปรยขึ้นพลางหยิบรูปถ่ายเปื้อนเลือดบนโต๊ะขึ้นมาดู เธอคลี่ยิ้มบางๆ ที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "ของเก่าที่ดูไม่มีราคาค่างวดอะไร ทำไมคุณถึงได้ให้ค่ามันนักนะ ภาคิน?"
"วางมันลง มิลิน" ภาคินสั่ง เสียงของเขาต่ำและมีอำนาจสั่งการที่ปฏิเสธไม่ได้
มิลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะก่อนจะหันมาหารินรดา "คุณรินรดาใช่ไหมคะ? ฉันมิลิน... คู่หมั้นของภาคิน" เธอเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปจับปลายคางของรินรดาให้เชิดขึ้น "เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย แต่คงไม่ใช่ที่นี่... และแน่นอนว่าไม่ใช่ต่อหน้าผู้ชายที่ชอบสะสมเศษซากความทรงจำหรอกนะคะ"
รินรดาสะบัดหน้าหนีจากการสัมผัสที่แฝงไปด้วยการเหยียดหยามนั้น เธอรู้สึกถึงไฟในอกที่ลุกโชนขึ้นมา "ฉันไม่มีอะไรต้องคุยกับคุณ"
"งั้นเหรอคะ?" มิลินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าถือใบเล็ก เธอเปิดรูปภาพหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นให้รินรดาดู มันเป็นรูปของบ้านพักหลังเก่าที่รินรดาเคยอาศัยในวัยเด็ก บ้านที่ควรจะถูกทำลายไปนานแล้ว แต่มันกลับยังคงตั้งอยู่อย่างน่าฉงน—และที่สำคัญ ในรูปนั้นมีคนบางคนกำลังยืนถือกล่องไม้ใบเล็กที่รินรดาจำได้แม่นว่ามันเป็นของสำคัญเพียงชิ้นเดียวที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนตาย
หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ "คุณไปที่นั่นทำไม... คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่!"
"ฉันต้องการให้คุณตาสว่างค่ะ" มิลินกระซิบข้างหูเธอ เสียงนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "สิ่งที่ภาคินเก็บไว้ในห้องนี้ ไม่ใช่รูปถ่ายของคนตาย แต่มันคือใบเสร็จของการฆาตกรรม... และคุณก็คือคนเดียวที่เขากำลังใช้เป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการมาครอง"
รินรดาหันไปมองภาคินด้วยความหวังว่าเขาจะปฏิเสธ แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบ แววตาของเขาในตอนนี้ช่างว่างเปล่าราวกับเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
"ภาคิน... เธอพูดจริงไหม" รินรดาถามเสียงสั่น
ภาคินขยับตัวเข้ามาใกล้ช้าๆ สายตาของเขาไม่ได้สบตาเธอ แต่เขากลับมองไปที่มิลินด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้ "มิลิน เธอข้ามเส้นเกินไปแล้ว"
"ฉันแค่กำลังทำในสิ่งที่คนรักเขาทำกัน เพื่อปกป้องสิ่งที่เป็นของเรา" มิลินกล่าวอย่างไม่แยแส ก่อนจะหันมามองรินรดาเป็นครั้งสุดท้าย "ถ้าคุณอยากรู้ความจริงทั้งหมดว่าพ่อของคุณตายเพราะใคร และเหรียญดาวตกนั่นทำไมถึงยังเปื้อนเลือด... คืนนี้ที่คฤหาสน์ตระกูลวรโชติ ฉันจะรอคุณอยู่ที่นั่น แต่ขอเตือนไว้นะคะ ว่าความจริงบางอย่างมันหนักหนาเกินกว่าที่ผู้หญิงธรรมดาอย่างคุณจะรับไหว"
เมื่อมิลินก้าวเท้าเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลชวนวิงเวียน รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง เธอหันกลับมามองภาคินที่ยืนอยู่ในมุมมืดของห้อง แสงไฟจากโคมไฟระย้าสะท้อนลงบนใบหน้าเขาเป็นครึ่งซีก ทำให้เขายิ่งดูน่าเกรงขามและลึกลับขึ้นไปอีก
"อย่าไปฟังที่เธอพูด" ภาคินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าความสั่นไหวในน้ำเสียงของเขานั้นไม่อาจหลบพ้นโสตประสาทของเธอได้
"ฉันจะไป" รินรดาตัดสินใจ ความกลัวที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกปิดบังมาเนิ่นนาน "ฉันจะไปที่นั่น... ไปดูว่าคุณกับคู่หมั้นของคุณกำลังเล่นละครตบตาอะไรกันอยู่"
เธอหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกไป แต่ยังไม่ทันจะถึงประตู เสียงของภาคินก็ดังรั้งไว้
"ถ้าเธอเดินออกไปจากห้องนี้ รินรดา... สิ่งที่เธอจะเจอไม่ใช่แค่ความจริง แต่มันคือจุดจบของชีวิตที่เธอรู้จัก" เขากล่าวพลางเดินมาหยุดตรงหน้าประตู ขวางทางเธอไว้ด้วยร่างสูงใหญ่ที่ดูดุดัน "เพราะคนที่ฆ่าพ่อเธอ... ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน"
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นมือของภาคินที่ยื่นออกมา—เขากำลังถือสิ่งที่เธอถวิลหามาตลอดชีวิต... เหรียญดาวตกอีกครึ่งหนึ่งที่หายไป และมันไม่ได้เปื้อนเลือดธรรมดา แต่มันมีสัญลักษณ์ของตระกูลที่อยู่เบื้องหลังความตายของพ่อเธอสลักไว้อย่างชัดเจน
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส•ตอนที่ 11
บุคคลที่สาม
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!