“อย่าแม้แต่จะก้าวเท้าออกมาจากหลังโซฟานั่น รินรดา!”
เสียงของภาคินทุ้มต่ำและดุดันเสียจนฉันชะงัก ร่างกายที่สั่นเทาด้วยความตระหนกถูกกระชากให้หลบอยู่หลังเครื่องเรือนไม้โอ๊คหนาหนัก เศษกระจกที่แตกละเอียดจากแรงปะทะของกระสุนนัดเมื่อครู่ร่วงกราวลงบนพื้นราวกับหิมะแก้วที่บาดลึกถึงอารมณ์
ฉันหอบหายใจถี่ สายตาจับจ้องไปที่ไหล่ซ้ายของเขาซึ่งมีรอยเลือดซึมออกมาเป็นวงกว้าง ตัดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่เขาเคยสวมใส่อย่างดูดีในตอนแรก “คุณบาดเจ็บ... ภาคิน! พวกมันมากันกี่คนคะ? เราต้องแจ้งตำรวจ...”
“ตำรวจหรือ?” ภาคินแค่นยิ้มที่มุมปาก สายตาที่เคยอ่านยากกลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในขั้วโลก “ในเมืองที่แสงไฟนีออนสว่างไสวที่สุด กลับเป็นที่ที่ความมืดดำแฝงตัวได้ลึกที่สุด ริน... ถ้าเรายังขืนอยู่ตรงนี้ อีกไม่กี่วินาทีมันจะไม่ได้จบแค่เศษกระจก แต่จะเป็นชีวิตของเราสองคน”
เขาไม่รอฟังคำคัดค้าน มือหนาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นแล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้น เราวิ่งผ่านความมืดมิดของโถงทางเดินไปสู่รถที่จอดเทียบรออยู่ด้านหลัง กลิ่นอายของยางมะตอยและควันไอเสียที่ลอยอบอวลในค่ำคืนของเมืองใหญ่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบอัดด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูเงียบเชียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่ยังไม่เป็นจังหวะของตัวเอง ภาคินเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกจากที่พักราวกับต้องการหนีให้พ้นจากเงาของตัวเอง เขาไม่ได้เอ่ยอะไรเลยตลอดระยะทางที่รถเคลื่อนผ่านย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ราวกับว่าโลกภายนอกที่แสนวุ่นวายนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในใจเขา
“เรากำลังจะไปไหนคะ?” ฉันทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบที่สุด “การที่คุณพาฉันกลับเข้ามาในเมืองใหญ่ แทนที่จะหลบไปในที่ที่ปลอดภัยกว่า มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ภาคิน... คุณมีอะไรปิดบังฉันอยู่”
ภาคินหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบๆ ก่อนจะจอดสนิทหน้าตึกสูงเสียดฟ้าที่เป็นอาณาจักรธุรกิจของตระกูลเขา เขาหันมามองฉัน ใบหน้าคมสันนั้นนิ่งสนิทไร้อารมณ์ หากแววตาที่สะท้อนแสงไฟข้างทางกลับวูบไหวเพียงชั่วครู่ “ความปลอดภัยไม่มีอยู่จริงหรอกรินรดา มีแต่ที่ที่อำนาจของเราจะครอบคลุมถึงเท่านั้น การที่ฉันพาคุณกลับมาที่นี่ คือการประกาศให้พวกมันรู้ว่า... ฉันไม่หนีอีกต่อไปแล้ว”
“คุณใช้ฉันเป็นเหยื่อล่อหรือเปล่า?” คำถามนั้นหลุดออกจากปากฉันด้วยความรวดเร็ว ทั้งที่ในใจไม่อยากจะเชื่อ แต่ความหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้นทำให้ฉันถอยกรูดไปชิดประตูรถ
ภาคินไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่เอื้อมมือมาแตะที่ข้างแก้มของฉัน นิ้วหัวแม่มือที่หยาบกร้านไล้ผ่านผิวแก้มเบาๆ แต่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยมีดเย็นเฉียบ “ถ้าผมจะใช้คุณเป็นเหยื่อล่อ ผมคงไม่เอาชีวิตตัวเองมาแลกกับกระสุนเมื่อครู่นี้หรอกริน... แต่ก็นะ ในโลกของธุรกิจ คุณอาจจะมองว่าการลงทุนด้วยชีวิตคือความคุ้มค่าที่น่าสนใจก็ได้ ใช่ไหมล่ะ?”
คำพูดนั้นเสียดแทงจนฉันต้องเบือนหน้าหนี ความตึงเครียดระหว่างเราขยายตัวจนแทบจะสัมผัสได้เหมือนไฟฟ้าสถิตที่รอวันปะทุ เราก้าวลงจากรถเดินเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัวที่นำตรงขึ้นสู่ชั้นบนสุดของอาคาร บรรยากาศเงียบงันและกดดันยิ่งกว่าพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอก
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงกว้างที่ตกแต่งอย่างหรูหราผิดกับความโกลาหลข้างล่าง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นไอของความทะเยอทะยานอบอวลไปทั่วห้อง รินรดามองไปรอบๆ ก่อนจะสะดุดตากับแฟ้มเอกสารที่วางเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มีรายชื่อบุคคลที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นบนสุด
“นี่มันอะไรกัน...” ฉันเดินเข้าไปใกล้ มือสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะเอกสาร “รายชื่อผู้ถือหุ้น... แล้วนี่... ทำไมมีตราประทับของมูลนิธิที่พ่อฉันเคยดูแลอยู่ล่ะภาคิน!”
ภาคินยืนพิงกรอบประตู สายตาที่มองมาที่ฉันดูว่างเปล่าและห่างเหินราวกับคนแปลกหน้า “ริน... บางครั้งความจริงที่ค้นพบ มันอาจจะทำลายความทรงจำทั้งหมดที่คุณเคยมีเกี่ยวกับครอบครัวของคุณไปตลอดกาลนะ”
ก่อนที่ฉันจะทันได้ซักไซ้ เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างจังหวะที่มั่นคงก่อนจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรอย่างน่าประหลาด แต่มันกลับทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ
“ยินดีต้อนรับกลับนะครับ คุณภาคิน... และสวัสดีครับ คุณรินรดา” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพเกินเหตุ ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ “ผมเกรงว่าเรื่องที่พวกคุณกำลังพยายามสืบอยู่ มันจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในห้องใต้ดินของตึกนี้เมื่อสิบนาทีที่ผ่านมา”
รินรดาหันไปมองภาคินที่บัดนี้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เขารีบก้าวเข้าไปหาชายคนนั้นแต่กลับถูกขวางไว้ด้วยลูกน้องอีกสองคนที่ก้าวออกมาจากมุมมืด
“เกิดอะไรขึ้น?” ภาคินเค้นเสียงถาม
ชายคนนั้นขยับแว่นสายตาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันเหมือนหยุดหมุน “หลักฐานทั้งหมดที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อคุณ... ถูกเผาทำลายไปพร้อมกับพยานปากเอกในห้องใต้ดินเรียบร้อยแล้วครับ และคนที่สั่งการเรื่องนี้... ก็คือคนที่คุณเพิ่งจะโทรหาเมื่อชั่วโมงที่แล้วนั่นเอง”
ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่เหวถล่มทลายลงมาในอก ฉันหันไปหาภาคินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่เขากลับหลบสายตาไปทางอื่น...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ ดาวตกคืนคริสต์มาสหวังว่ารี้ดเดอร์จะยังคงติดตามและเป็นกำลังใจให้ตัวละครเหล่านี้ต่อไปในตอนหน้านะคะ
รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส•ตอนที่ 37
การเดินทางกลับ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวใต้แสงดาวคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!